สธ. ประกาศโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14
สธ. ประกาศโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเห็นชอบกำหนด "โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตราย พร้อมเผยหากพบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ต้องกักตัวรวม 42 วัน

สธ. ประกาศโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดย นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่มีมติให้กรมควบคุมโรคดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและทันต่อสถานการณ์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณากำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งได้มีมติเห็นควรให้กำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ บางชนิดแพร่จากคนสู่คนได้ และเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความกังวล โดยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome) และกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome)

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (กรณีโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา) ซึ่งจะเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เพื่อให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอำนาจตามกฎหมายในการสอบสวนโรค การดำเนินการหรือออกคำสั่ง เช่น การแยกกักหรือกักกัน เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดชื่อและอาการสำคัญ ดังนี้

  • (14) โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว
  • ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไตวายเฉียบพลัน มีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

เกณฑ์ทางคลินิกและการสอบสวนโรค

เกณฑ์ทางคลินิกของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา คือ ผู้ที่มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับตรวจพบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ข้อ แบ่งเป็นกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (HFRS) ได้แก่ มีเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการทางเดินหายใจจากไวรัสฮันตา (HPS) ซึ่งเมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคจะต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง และลงสอบสวนภายใน 12 ชั่วโมงหลังพบเหตุสงสัยในทุกระดับ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะมีมาตรการกักตัว 42 วันนับจากวันสัมผัสผู้ป่วยเข้าข่าย / ผู้ป่วยยืนยัน หากมีอาการให้ทำเสมือนผู้ป่วยสงสัยที่ต้องแยกกักและตรวจหาเชื้อ

มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค

สำหรับการยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค มีการดำเนินการ ดังนี้

  1. การเฝ้าระวัง เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ณ ช่องทางเข้าออกประเทศ โดยกรมควบคุมโรค จะกำหนดนิยามผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) และวางแนวทางสอบสวนโรคทันที หากพบผู้ป่วยสงสัยในประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรการ กักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (High-risk contacts) เป็นเวลา 42 วัน นับจากวันที่สัมผัสผู้ป่วยครั้งสุดท้าย โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
  2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์วางแนวทางเก็บและส่งตรวจตัวอย่าง เพื่อตรวจยืนยันและแยกเชื้อได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ
  3. การรักษาพยาบาล กรมการแพทย์ จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วย พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันการติดเชื้อภายในสถานพยาบาลทุกแห่ง
  4. กลไกระดับพื้นที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดให้หน่วยบริการที่พบผู้ป่วยสงสัย ต้องรายงานข้อมูลภายใน 3 ชั่วโมง พร้อมทั้งทบทวนแนวทางการรักษา และสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบทันที

อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในระบบเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข และขอความร่วมมือหากพบผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง และมีอาการไข้สูง หายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค