กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนสถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทยขณะนี้กำลังระบาดหนัก โดยพบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน
สถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออก
จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่าในปีนี้มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสมแล้วกว่า 20,000 ราย ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการระบาดหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้วหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
ปัจจัยที่ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น
- สภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรคมีแหล่งเพาะพันธุ์มากขึ้น
- พฤติกรรมการป้องกันตนเองที่ลดลง หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ผู้คนเริ่มละเลยการป้องกันยุงกัด
- การสะสมของเชื้อไวรัสเดงกี ในชุมชนที่ยังไม่มีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เพราะเมื่อติดเชื้อมักมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะช็อกได้ง่าย นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน กรมควบคุมโรคจึงขอให้ผู้ปกครองและครูในโรงเรียนเฝ้าสังเกตอาการเด็กอย่างใกล้ชิด
อาการของไข้เลือดออกที่ควรสังเกต
- ไข้สูงเฉียบพลัน อุณหภูมิร่างกายสูงถึง 38.5-40 องศาเซลเซียส
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณขมับ
- ปวดเมื่อยตามตัวและกระดูก ทำให้เดินหรือเคลื่อนไหวลำบาก
- มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือเลือดกำเดาไหล
- อาการคลื่นไส้อาเจียน และเบื่ออาหาร
หากพบอาการดังกล่าว โดยเฉพาะในเด็ก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะยาลดไข้บางชนิด เช่น แอสไพริน อาจทำให้เลือดออกมากขึ้น
แนวทางการป้องกันไข้เลือดออก
กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนยึดหลัก "3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค" ได้แก่ การเก็บภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง การเก็บขยะไม่ให้เป็นที่อยู่ของยุง และการเก็บน้ำให้มิดชิด ควบคู่ไปกับการใช้สารเคมีกำจัดยุงและการทายากันยุง โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่ยุงลายออกหากิน
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงหรือมีประวัติป่วยด้วยไข้เลือดออกมาก่อน ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีผู้ป่วยในบ้าน
- แยกผู้ป่วยนอนในห้องที่มีมุ้งลวดหรือใช้มุ้งคลุมเตียง
- ใช้ยาทากันยุงหรือสเปรย์กันยุงในห้อง
- ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้านและบริเวณรอบบ้าน
- สังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงให้รีบนำส่งโรงพยาบาล
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเร่งควบคุมการระบาด พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในชุมชน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ยุงลายจะแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว



