ปลัด สธ. ออก 9 มาตรการเร่งด่วนรับมือฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือวิกฤต
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แถลงถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าวิตก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศที่รุนแรงต่อเนื่อง
สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 รุนแรงในหลายจังหวัด
จากการติดตามคุณภาพอากาศล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. ของวันนี้ พบค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐานที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรืออยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) จำนวนมากถึง 41 จังหวัด และมีจังหวัดที่เกินมาตรฐานติดต่อกัน 3 วันขึ้นไปอีก 32 จังหวัด
ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ มีถึง 13 จังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง (สีแดง) โดยเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ได้แก่
- เชียงใหม่ 314.30 มคก./ลบ.ม.
- เชียงราย 225.40 มคก./ลบ.ม.
- ลำพูน 183.00 มคก./ลบ.ม.
- แม่ฮ่องสอน 175.20 มคก./ลบ.ม.
- น่าน 161.70 มคก./ลบ.ม.
- พะเยา 149.50 มคก./ลบ.ม.
- บึงกาฬ 147.50 มคก./ลบ.ม.
- ลำปาง 124.60 มคก./ลบ.ม.
- แพร่ 119.20 มคก./ลบ.ม.
- พิษณุโลก 93.40 มคก./ลบ.ม.
- หนองคาย 92.00 มคก./ลบ.ม.
- นครพนม 83.60 มคก./ลบ.ม.
- เลย 75.60 มคก./ลบ.ม.
โดยจังหวัดน่าน เชียงราย และลำพูน มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงติดต่อกันยาวนานถึง 12 วัน ขณะที่พะเยาและลำปางติดต่อกัน 11 วัน และเชียงใหม่กับแพร่ติดต่อกัน 10 วัน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหามลพิษทางอากาศที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญ
เปิดศูนย์ PHEOC และออก 9 มาตรการเร่งด่วน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) กรณีฝุ่น PM2.5 แล้วใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน ลำพูน นครพนม พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ ตาก และพิษณุโลก เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเร่งด่วน
จากการประชุมกับ PHEOC เขตสุขภาพที่ 1 เมื่อเย็นวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีการออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวมทั้งหมด 9 ข้อ ได้แก่
- ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อประเมินสถานการณ์และรายงานผลตามระยะเวลาที่กำหนด
- ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติในการเร่งรัดจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น มุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากากอนามัย ให้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์
- ดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยง
- สื่อสารประชาสัมพันธ์ในประเด็นที่สังคมกังวล ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงผ่านทุกช่องทาง และใช้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
- ให้เฝ้าระวังและตรวจสอบแนวกันไฟของโรงพยาบาลกลุ่มเสี่ยง 35 แห่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยบริการ
- รวบรวมสรุปสถานการณ์ การดำเนินงาน และการดูแลประชาชน การเตรียมพร้อมด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการชี้แจงต่อสาธารณะ
- ให้ศูนย์วิชาการในเขต ทั้งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคและศูนย์อนามัย ดูแลให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่
- บริหารจัดการทรัพยากรแบบเครือข่าย One Region One Hospital โดยตรวจสอบคลังเวชภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ บริหารจัดการหรือสนับสนุนอุปกรณ์ระหว่างจังหวัดภายในเขต เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการประชาชน
- ปรับปรุงและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ให้แสดงผลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อวางแผนและบริหารสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่วิกฤต
สำหรับการดูแลสุขภาพประชาชนใน 8 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 1 ได้มีการคัดกรองเชิงรุกในพื้นที่สีแดงแล้ว 75 อำเภอ รวม 29,324 คน โดยสามารถดูแลกลุ่มเปราะบางได้ครบ 100% ในทุกจังหวัด
ขณะนี้มีการสำรองหน้ากากอนามัยรวม 1.7 ล้านชิ้น หน้ากาก N95 รวม 1.82 แสนชิ้น และหน้ากากอนามัยเด็ก 6.8 หมื่นชิ้น เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
หน่วยบริการในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดงยังมีการคัดกรองสุขภาพประชาชนในแผนกผู้ป่วยนอกหรือฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือ อสม. จะคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดงติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังมีการสื่อสารความเสี่ยงให้กับประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ โดยเน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง และควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อความปลอดภัยเมื่ออยู่นอกอาคาร
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังได้เตือนว่า คาดการณ์ว่าช่วง 1-2 วันข้างหน้า ปริมาณฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน เนื่องจากความหนาแน่นของจุดความร้อนมีน้ำหนักมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยและกำชับให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รวมถึงบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลและลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุด



