โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดหลักในไทย แพร่ง่ายแต่ไม่รุนแรง แนะป้องกัน
โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดหลักในไทย แพร่ง่ายแต่ไม่รุนแรง

สถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทยล่าสุดพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ครองพื้นที่หลักมากกว่าร้อยละ 50 กรมควบคุมโรคยืนยันว่ายังไม่พบหลักฐานความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่กำชับให้กลุ่มเสี่ยง 608 และเด็กเล็กต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

สถานการณ์โควิด 19 ในไทย

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลจาก Communicable Diseases Agency Singapore ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า ระหว่างวันที่ 10 – 16 พฤษภาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่พบประมาณ 8,000 ราย ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 56 ราย เป็น 73 ราย ผู้ป่วยในห้องไอซียูเฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อวัน สายพันธุ์ที่ระบาดหลักคือ NB.1.8.1 พบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศ

สำหรับประเทศไทย ปี 2569 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 30 – 35 ปี รองลงมาเป็น 60 ปีขึ้นไป และอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่ยังคงต่ำกว่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สายพันธุ์หลัก NB.1.8.1

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 – 23 เมษายน 2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 จากตัวอย่างที่ตรวจพบ รองลงมาคือ JN.1 (24.97%) และ XEC (9.14%) นายแพทย์มณเฑียรกล่าวว่า “ปี 2568 พบว่าจำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น”

มาตรการป้องกัน

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โควิด 19 เป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อตามฤดูกาล แม้ความรุนแรงของโรคและแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง แต่ยังต้องรักษามาตรการสำคัญ เน้นมาตรการทางสังคมที่สมดุลกับชีวิตวิถีใหม่ เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด โดยรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้

  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกันจำนวนมาก เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได
  • เมื่อไอหรือจามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าหรือทิชชูทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งหากป่วยอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
  • หากมีอาการสงสัยป่วย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อไม่เป็นการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน หากผลเป็นบวกให้รีบไปพบแพทย์

ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

อาการของสายพันธุ์ NB.1.8.1

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคและข้อมูลระบาดวิทยาในระดับสากล สายพันธุ์ NB.1.8.1 (หรือชื่อเล่นที่ใช้ในบางประเทศว่า Nimbus) มีลักษณะอาการใกล้เคียงกับสายพันธุ์โอมิครอนเดิม แต่มีจุดเด่นและข้อแตกต่างที่ควรสังเกต ดังนี้

อาการที่โดดเด่น เจ็บคอเหมือนมีดบาด

แม้จะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ข้อมูลผู้ป่วยส่วนใหญ่ระบุถึงอาการเฉพาะตัวที่เด่นชัดกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า คือ

  • เจ็บคอรุนแรง มักเจ็บแบบแหลม ๆ หรือรู้สึกเหมือนมีของมีคมบาดในลำคอ โดยเฉพาะเวลาพับหรือกลืนน้ำลาย พบมากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ติดเชื้อ
  • อาการทางเดินหายใจส่วนบน มีน้ำมูก คัดจมูก และไอแห้งเป็นหลัก
  • ความอ่อนเพลีย มีอาการเพลียและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่อาจไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดลตา

สิ่งที่แตกต่างจากสายพันธุ์เดิม

ลักษณะสายพันธุ์เดิม (เดลตา/โอมิครอนแรก)สายพันธุ์ NB.1.8.1
การรับรส/กลิ่นมักสูญเสียการรับรสหรือกลิ่นชัดเจนพบน้อยมาก ต่ำกว่าร้อยละ 1
ความเร็วในการแพร่แพร่กระจายเร็วแพร่เร็วขึ้นกว่าเดิม 1.5 - 2.5 เท่า เนื่องจากกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม
การหลบภูมิคุ้มกันภูมิจากวัคซีนเดิมยังป้องกันได้ดีหลบภูมิได้เก่งขึ้น ทั้งภูมิจากวัคซีนและจากการเคยติดเชื้อมาก่อน
ความรุนแรงของปอดมักมีอาการปอดอักเสบ (เดลตา)ความรุนแรงต่ำ ส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนบน

ทำไมถึงต้องเฝ้าระวัง

แม้ความรุนแรงจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความสามารถในการแพร่กระจายและระยะฟักตัวที่สั้นลง ทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเสี่ยง 608 และเด็กเล็ก แม้เชื้อจะไม่แรงสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เชื้อที่แพร่ง่ายอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Long COVID หากมีการติดเชื้อซ้ำบ่อยครั้ง