ภารกิจกู้ชีพ โลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้ายของไทยในทะเลสาบสงขลา
ในความพยายามที่จะปกป้องสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ ธนาคารโลก (World Bank) และหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ได้เปิดตัวแผนขับเคลื่อนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ด้วยงบประมาณรวมสูงถึง 402.8 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเป็นระยะเวลา 5 ปี เป้าหมายหลักคือการอนุรักษ์และขยายพันธุ์โลมาอิรวดี ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 14 ตัว ในทะเลสาบสงขลาเท่านั้น
โลมาอิรวดี: สายพันธุ์หายากที่ใกล้สูญพันธุ์
โลมาอิรวดี เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยประชากรในแหล่งน้ำจืดพบเพียง 5 แห่งทั่วโลก ได้แก่ แม่น้ำอิรวดีในเมียนมา แม่น้ำโขงในลาวและกัมพูชา แม่น้ำมหาคามในอินโดนีเซีย ทะเลสาบจิลก้าในอินเดีย และทะเลสาบสงขลาในประเทศไทย ในขณะที่แหล่งอื่นมีจำนวน 70-100 ตัว แต่ที่ทะเลสาบสงขลากลับเหลือเพียง 14 ตัวเท่านั้น สถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ
- การลดลงของอาหาร เนื่องจากเครื่องมือประมงที่เพิ่มขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การติดอวนประมง โดยเฉพาะอวนปลาบึก ซึ่งเป็นสาเหตุการตายกว่า 60% ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา
- มลพิษทางน้ำ และการตื้นเขินของทะเลสาบจากความเจริญของชุมชนโดยรอบ
นายสันติ นิลวัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ในอดีตมีโลมาอิรวดีจำนวนมากในทะเลสาบสงขลา แต่จำนวนลดลงอย่างรวดเร็วจากการรบกวนของมนุษย์
แผนอนุรักษ์ 5 ปี: งบ 402 ล้านบาทและความร่วมมือหลายภาคส่วน
แผนงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และได้รับความสำคัญจากรัฐบาลไทยในประเด็นการอนุรักษ์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหน่วยงานร่วมมือจากอย่างน้อย 3 กระทรวง ใช้งบประมาณแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก
- งบฟังก์ชัน 181 ล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดินสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- งบจากกองทุน ววน. 89 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม
- งบจากกองทุน PROBLUE ของธนาคารโลก 132 ล้านบาท สำหรับการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการภายใต้ระบบนิเวศที่ดี
ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสกสว. กล่าวว่า แผนงานวิจัยมี 4 แผนหลัก ได้แก่ การฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาและสิ่งมีชีวิต การอนุรักษ์และแพร่ขยายพันธุ์โลมาอิรวดี และการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบ
มาตรการเชิงปฏิบัติ: จากเทคโนโลยีสู่การมีส่วนร่วมชุมชน
เบื้องต้น จะมีการติดตั้งเครื่องมือ Acoustic Survey (PAM) จำนวน 64 ตัวทั่วทะเลสาบ เพื่อศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวของโลมาอิรวดีแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะนำไปสู่การประกาศโซนทำประมงแบบไดนามิกตามพื้นที่อาศัยของโลมา เพื่อลดการรบกวนและเปิดพื้นที่ประมงให้ชาวบ้านมากขึ้น
นายกิติพงศ์ สงนุ้ย หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบายว่า ปัจจุบันมีการแบ่งโซนวางเครื่องมือประมงในทะเลสาบสงขลาตอนบน (ทะเลหลวง) เป็น 3 ชั้น ได้แก่ โซนเอที่ห้ามใช้เครื่องมือประมง โซนบีที่จำกัดขนาดอวน และโซนซีที่ควบคุมอวนขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวประมงกว่า 61 หมู่บ้าน โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 3-4 ปี ในการสร้างความเข้าใจและจัดหาซั้งปลาชดเชย
ศ.ดร.สมปอง ตั้งเป้าหมายว่า ใน 3 ปีแรกของโครงการ คาดหวังว่าจะได้ลูกโลมาเกิดใหม่อย่างน้อยปีละ 1 ตัว รวม 3 ตัว โดยอาศัยองค์ความรู้จากงานวิจัยและโมเดลจากธนาคารโลก
การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืนและโอกาสทางเศรษฐกิจ
เพื่อลดแรงเสียดทานจากชุมชน แผนงานนี้รวมถึงการชดเชยให้ชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดหาเครื่องมือประมงที่เหมาะสม หรือการพัฒนาสินค้าใหม่จากสัตว์น้ำในพื้นที่อื่น ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงิน วช. กล่าวว่า หากอนุรักษ์โลมาอิรวดีได้สำเร็จ จะเป็นตัวชี้วัดฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่เกื้อหนุนชาวบ้าน
ในระยะยาว โครงการนี้อาจต่อยอดสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมและความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน เพื่อให้โลมาอิรวดีและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน



