นายอำเภอปายนำทีมตรวจสอบการลักลอบขุดทรายแม่น้ำปาย พบหลักฐานแต่ไร้ผู้กระทำผิด
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 16.00 น. นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย ได้นำทีมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย บริเวณบ้านสบแพม ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้ร่วมตรวจสอบประกอบด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยาว เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.ปาย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย หน่วยป้องกันรักษาป่า มส.1 (ปาย) รวมถึงกำนันตำบลทุ่งยาวและผู้ใหญ่บ้านสบแพม
พบหลักฐานแต่ไร้ผู้กระทำความผิด
ในการตรวจสอบครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบกองทรายขนาดใหญ่และอุปกรณ์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดูดทราย รวมถึงยานพาหนะที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่มีการลักลอบขุดทราย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่พบการกระทำความผิดในขณะนั้น และไม่พบผู้ต้องสงสัยในพื้นที่ ทำให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ชาวบ้านบ้านสบแพมเปิดเผยว่า หลังจากมีการร้องเรียนผ่านไทยพีบีเอส ภาพที่ถ่ายไว้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นบริเวณที่มีการขุดทรายจริง และกลุ่มนายทุนได้ย้ายรถขุดไปซ่อนในพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ กลับไม่พบการกระทำผิดชัดเจน
ชาวบ้านร้องเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหา โดยก่อนหน้านี้ ชาวบ้านได้ร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเสียหายริมตลิ่งบ้านเรือน ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าเคยมาตรวจสอบและทำให้ผู้ประกอบการยุติการขุดทรายชั่วคราว แต่หลังจากเจ้าหน้าที่กลับไป ก็มีการดำเนินการขุดทรายต่ออีก
นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับภาพหลักฐาน โดยเจ้าหน้าที่บางคนอ้างว่าภาพที่ถ่ายเมื่อเช้าวันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นภาพที่ตกแต่งขึ้น แต่ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นหลักฐานจริงและสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย
ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
การลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปายสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการกัดเซาะริมตลิ่งที่ส่งผลให้บ้านเรือนของชาวบ้านหลายหลังได้รับความเสียหาย ชุมชนในพื้นที่จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจังและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิของชุมชนท้องถิ่น



