ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่าตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังมาตรการภาครัฐช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศรวม 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่ารวม 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าความต้องการซื้อบ้านของคนไทยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคจะเริ่มปรับลดระดับราคาและขนาดที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับกำลังซื้อมากขึ้น
ตลาดบ้านหรูในต่างจังหวัดเติบโตโดดเด่น
จังหวัดที่มียอดโอนเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ขอนแก่น เพิ่มขึ้น 30.3% ระยอง เพิ่มขึ้น 24.0% ขณะที่ภูเก็ตมีมูลค่าการโอนเติบโตสูงสุดในประเทศถึง 34.9% โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดที่อยู่อาศัยระดับ Luxury ส่วนกรุงเทพมหานคร แม้จำนวนหน่วยโอนเพิ่มขึ้น 11.1% แต่มูลค่าการโอนกลับลดลง 4.5% สะท้อนว่าตลาดเริ่มขยับไปสู่กลุ่มบ้านราคาจับต้องได้มากขึ้น พื้นที่ปริมณฑลอย่างนนทบุรีและปทุมธานียังคงรักษาการเติบโตได้ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า
บ้านมือสองครองสัดส่วนโอนสูงถึง 67%
สัญญาณสำคัญของตลาดคือ "บ้านมือสอง" กลายเป็นตัวเลือกหลักของผู้ซื้อ โดยมีสัดส่วนการโอนสูงถึง 67% ของตลาดรวม ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนเพียง 33% บ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทยังเป็นกลุ่มหลักที่เติบโตได้ดีทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง สวนทางกับตลาดบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาทที่เริ่มชะลอตัวชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มบ้านระดับบนที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและมาตรการควบคุมทุนจีน
ต้นทุนก่อสร้างพุ่ง 15-20% เสี่ยงราคาบ้านใหม่เพิ่ม 5-10%
ธนาคารอาคารสงเคราะห์มองว่าผลกระทบจากสถานการณ์สงครามและวิกฤตโลกจะเริ่มเห็นชัดในไตรมาส 2 ปี 2569 เนื่องจากธุรกรรมในไตรมาสแรกส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายล่วงหน้า ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะค่าขนส่ง ปูนซีเมนต์ และเหล็ก ปรับตัวสูงขึ้นแล้วประมาณ 15-20% ซึ่งอาจทำให้ราคาบ้านใหม่มีแนวโน้มขยับขึ้นอีก 5-10% ในระยะต่อไป REIC ประเมินว่าต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ภายใต้ภาวะกระเป๋าเล็กลงแต่ของแพงขึ้น ทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านเน้นเรื่องความจำเป็นและความคุ้มค่าเป็นหลัก
บ้านมือสองได้อานิสงส์จากราคาบ้านใหม่ที่สูงขึ้น
จากต้นทุนบ้านใหม่ที่สูงขึ้น ส่งผลให้บ้านมือสองกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะยังได้ทำเลเดิมในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า และยังไม่ถูกปรับราคาตามต้นทุนก่อสร้างใหม่ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนจากการซื้อบ้านมือหนึ่งขนาดใหญ่ไปสู่บ้านที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงและควบคุมภาระค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
ต่างชาติซื้อคอนโดลดลง จีนยังอันดับ 1 แต่หดตัวหนัก
การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติในไตรมาสแรกปีนี้ลดลง 17.3% โดยกลุ่มชาวจีนซึ่งยังครองอันดับ 1 มียอดโอนลดลงถึง 38.8% ขณะที่รัสเซียซึ่งอยู่อันดับ 2 กลับเติบโตสวนกระแสเพิ่มขึ้น 33.0% ส่วนเมียนมาอยู่อันดับ 3 แม้ยอดโอนลดลง 36.4% พื้นที่ยอดนิยมของชาวต่างชาติยังคงเป็นกรุงเทพฯ และชลบุรี REIC มองว่าแม้กำลังซื้อต่างชาติจะชะลอลง แต่ยังมีสัดส่วนใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 4-5% ของตลาดรวม
สินเชื่อบ้านกลับมาฟื้นตัว ธอส. เตรียมปล่อยกู้ Solar Roof
สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยเริ่มกลับมาฟื้นตัวเป็นบวก หลังหดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2566 โดยไตรมาสแรกปี 2569 มียอดสินเชื่อปล่อยใหม่ทั่วประเทศรวม 121,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% ธอส. ยังเตรียมขานรับนโยบายภาครัฐภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานผ่านการติดตั้ง Solar Roof เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เบื้องต้นเตรียมวงเงินสินเชื่อรองรับการติดตั้ง Solar Roof ไว้กว่า 32,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว
ธอส. ครองมาร์เก็ตแชร์ 40% ผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก
ยอดปล่อยสินเชื่อของ ธอส. ในไตรมาสแรกเติบโต 5.6% มียอดสินเชื่อกว่า 80,000 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อใหม่ถึง 40% ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มชะลอการเปิดโครงการใหม่และเร่งระบายสต็อกเพื่อรักษาสภาพคล่อง ทำให้ตลาดเริ่มเห็นโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายออกมามากขึ้น ช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสของผู้ที่มีความพร้อมซื้อบ้าน เพราะยังมีโปรโมชั่นจำนวนมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
REIC คาดทั้งปี 2569 ตลาดติดลบเพียงเล็กน้อย
สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ โดยมีแรงหนุนจากหลายมาตรการภาครัฐ ทั้งการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ต่ออีก 1 ปี การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึง พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ REIC คาดว่าทั้งปี 2569 จะมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมประมาณ 312,814 หน่วย ลดลงเพียง 1.1% และมูลค่าลดลง 2.3% เทียบกับปีก่อน ถือว่าเป็นการชะลอตัวในระดับจำกัด



