การกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ สถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชนอย่างรุนแรง รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เปราะบางและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ภารกิจสำคัญของทีมเศรษฐกิจ
ทีมเศรษฐกิจซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีจากหลากหลายพรรคการเมือง ต้องร่วมมือกันผลักดันมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติพลังงานและวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังคุกคาม
กระทรวงการคลัง: ฟื้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายพลัส พลัส
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศใช้กลยุทธ์ซุปเปอร์พลัส พลัส ภายใต้สโลแกน "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ มาตรการเร่งด่วนประกอบด้วย การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กับผู้มีรายได้น้อยจริงๆ จำนวน 13.35 ล้านคน โดยคัดกรองอย่างเข้มงวด และโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งจะเปิดลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคมและเริ่มใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน คาดว่าทั้งสองมาตรการจะช่วยหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านหรือโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ที่เน้นรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ ส่วนมาตรการ "ช้อปดีมีคืน" จะถูกยกเลิกและเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ที่จูงใจมากขึ้น
สำหรับนโยบายเพิ่มรายได้ของรัฐ นายเอกนิติอยู่ระหว่างพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็นแบบขั้นบันไดปีละ 1% หรือปรับครั้งเดียวเป็น 10% โดยจะตัดสินใจในเดือนกันยายน 2569 นอกจากนี้ยังมีแผนขึ้นภาษีอื่นๆ เช่น ภาษีความเค็ม ภาษีความหวาน ภาษีซื้อขายทอง และภาษีซื้อขายหุ้น
กระทรวงพาณิชย์: ดูแลค่าครองชีพและสร้างสมดุลการส่งออก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งพร้อมนโยบาย 5 ด้านหลัก แก้ปัญหาระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว โดยเน้นการดูแลค่าครองชีพผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย" ซึ่งลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นสูงสุด 58% ผ่านห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 4,500 สาขาและร้านค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงขยายช่องทางออนไลน์และที่ว่าการอำเภอกว่า 878 แห่ง
สำหรับพื้นที่ห่างไกล จะใช้รถเร่และรถโมบายธงฟ้า 5,000 คัน เคลื่อนที่ขายสินค้า โดยรัฐช่วยค่าน้ำมันคันละ 1,500-3,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดต้นทุนเกษตรกรด้วย "ปุ๋ยธงเขียวพลัส" และ "ปุ๋ยคนละครึ่ง"
ด้านการส่งออก กระทรวงพาณิชย์จะเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ รวมถึงขยายการค้าบริการและยกระดับเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจ
กระทรวงคมนาคม: เพิ่มศักยภาพประเทศด้วย 3 นโยบายหลัก
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศนโยบายเรือธง 3 ด้าน ได้แก่ นโยบายตั๋วร่วม ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าสามารถแตะจ่ายด้วยบัตร EMV Contactless ใบเดียวในราคาเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมต่อทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ คาดว่าจะเสนอ ครม.พิจารณาในปีนี้ และโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงินรวมกว่า 104,000 ล้านบาท
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: เกษตรนวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทย
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ริเริ่มแนวคิด "เกษตรนวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทย" โดยใช้ Big Data เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพสินค้า และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ พร้อมทั้งบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง
มาตรการเร่งด่วนรองรับวิกฤติตะวันออกกลาง ได้แก่ การปรับสัดส่วนปุ๋ยเคมีและชีวภาพเป็น 70:30 เจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์น้ำเรียลไทม์ และส่งเสริมการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นพลังงานชีวมวล
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: ปราบสแกมเมอร์และดึง DGA คืนถิ่น
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางบุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ยังคงเดินหน้าปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ โดยยกเครื่องกฎหมายและเพิ่มอำนาจรัฐในการตอบโต้ นอกจากนี้ ยังมีแผนดึงสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) กลับมาอยู่ใต้สังกัดกระทรวง DE เพื่อบูรณาการงานดิจิทัลของรัฐบาล และเพิ่มการกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างประเทศ ทั้งการเจรจาลดค่า GP การเก็บภาษี และการกำหนดค่าบริการขนส่ง
กระทรวงอุตสาหกรรม: เปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย และกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมวงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนวัตกรรม SMEs และยกระดับทักษะแรงงาน พร้อมผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ New Engine ได้แก่ อุตสาหกรรมพรีเมียม อาหารทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมสีเขียว รวมถึงปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: ดันรายได้ท่องเที่ยวกลับสู่ 3 ล้านล้าน
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าดันรายได้ท่องเที่ยวกลับสู่ 3 ล้านล้านบาทภายใน 4 ปี โดยเตรียมแยกงานท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อสร้างจุดขายจากซอฟต์พาวเวอร์ อาหาร ผ้าไทย และโบราณสถาน มาตรการระยะสั้น ได้แก่ การฟื้นโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" ซึ่งลดค่าที่พัก 40% และสนับสนุนมาตรการภาษีเมืองรอง ส่วนการเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Travel Fee) อัตรา 300 บาท จะนำไปใช้พัฒนาความปลอดภัยและแหล่งท่องเที่ยว
กระทรวงพลังงาน: ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานครั้งประวัติศาสตร์
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เริ่มต้นด้วยการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นรวม 5 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกดีเซล B7 ลดลงจาก 50.54 บาทต่อลิตร เหลือ 40.20 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ยังเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ และเดินหน้า "ทีมสุดซอย" ตรวจสอบคลังน้ำมันเพื่อป้องกันการกักตุน



