สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าหนี้ของเกษตรกรไทยกำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกและขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกษตรกรไทยกว่าครึ่งมีแนวโน้มติดกับดักหนี้ที่แก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องก็ตาม
ปริมาณหนี้พุ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 3 เท่า
นางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า หากพิจารณาเพียงตัวเลข NPL อาจไม่เห็นความรุนแรงที่แท้จริง เนื่องจากมีมาตรการช่วยเหลือพยุงสถานะลูกหนี้ไว้ แต่จากงานวิจัยย้อนหลัง 1 ทศวรรษ พบว่าปริมาณหนี้พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มลูกหนี้ทุกระดับ โดยค่ากลางหนี้สินขยับจาก 200,000 บาท เป็น 250,000 บาท ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่นถึง 3 เท่า โดยลูกหนี้กว่า 30% มีหนี้เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 8 ปี และอีกกว่า 30% แบกภาระหนี้เกิน 500,000 บาท
พฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” กลายเป็นวัฒนธรรม
นางโสมรัศมิ์ ระบุว่า วิกฤตที่สำคัญคือพฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” ที่กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระหนี้ โดยลูกหนี้ที่ชำระเพียงดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นกว่า 50% ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ขณะที่มีลูกหนี้เพียง 10% เท่านั้นที่สามารถจ่ายลดเงินต้นได้สม่ำเสมอ และหากปล่อยไว้ลูกหนี้กว่าครึ่งจะติดอยู่ในกับดักหนี้และกลายเป็นกับดักการพัฒนาที่บั่นทอนศักยภาพภาคเกษตรไทยในระยะยาว
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้หนีไม่พ้นกับดักหนี้
- ลูกหนี้กว่า 42% มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ และเสี่ยงรายได้ตกต่ำทุก 3 ปี ทำให้รายได้ที่ได้มาถูกใช้เพียงเพื่อประคับประคองการจ่ายดอกเบี้ย
- ปัญหาความไม่สอดคล้องของงวดชำระกับรอบรายได้จริง
- ต้นทุนการเดินทางไปชำระหนี้ที่สาขาสูงถึง 300-1,000 บาทต่อครั้ง
- แรงจูงใจที่ไม่เพียงพอจากนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นในอดีต
จำแนกลูกหนี้เป็น 3 กลุ่ม
การวิจัยได้จำแนกลูกหนี้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ปิดจบหนี้ได้เองมี 25% และอีก 52% ปิดหนี้ไม่ได้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ปิดจบไม่ได้แต่มีรายได้ส่วนเหลือพอที่จะปิดจบได้หากปรับพฤติกรรมมี 30% และกลุ่มที่มีหนี้เกินศักยภาพจะปิดจบได้มี 22% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรไทยบางส่วนก็ไม่ได้ไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้ แต่ต้องมีการปรับพฤติกรรมในการชำระหนี้ รวมไปถึงการมีนโยบายเข้ามาแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาคือการปรับเปลี่ยนมาตรการให้ถูกฝาถูกตัวตามพฤติกรรมและศักยภาพที่แตกต่างกันของลูกหนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจการชำระหนี้ที่ถูกต้อง
แนวทางสำหรับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม
- กลุ่มที่ปิดจบหนี้ได้เอง รัฐควรลดมาตรการช่วยเหลือที่ไร้เงื่อนไข และเปลี่ยนไปใช้สัญญาชำระหนี้ที่ยืดหยุ่นควบคู่กับมาตรการจูงใจเพื่อรักษาและสร้างวินัยทางการเงิน
- กลุ่มที่ขาดศักยภาพในการปิดจบหนี้ ต้องเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกและลดภาระหนี้แบบมีเงื่อนไขเพื่อให้สามารถชำระเงินต้นและลดหนี้ได้เอง และเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ ก่อนจะเสริมด้วยมาตรการสร้างวินัย รวมถึงพิจารณาตัดหนี้สูญให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุไร้สินทรัพย์
- กลุ่มที่อาจปิดจบได้หากมีการปรับพฤติกรรม ควรใช้กลไกสะกิดพฤติกรรมและมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้ที่เอื้อต่อการทยอยชำระ จะมีประสิทธิผลสูงในการเปลี่ยนวัฒนธรรมจากจ่ายแต่ดอกให้กลับมาลดเงินต้นได้ตามศักยภาพ
มาตรการระยะยาวที่ยั่งยืน
ภาครัฐต้องแก้หนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้งบประมาณที่เน้นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้มากกว่าการอุดหนุนระยะสั้น ร่วมมือระหว่างรัฐ สถาบันการเงิน และลูกหนี้ ประกอบกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ประเมินศักยภาพเกษตรกรเพื่อการช่วยเหลือรายบุคคล ความยั่งยืนต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่หนุนการปรับตัว ควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและภูมิคุ้มกัน เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรเข้มแข็งพอที่จะพึ่งพาตนเองได้
การลดภาระหนี้ให้เกษตรกรสูงอายุ
นางโสมรัศมิ์ ระบุว่า การทำ Haircut หรือการลดภาระหนี้ให้เกษตรกรกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไปที่มีภาระหนี้สูงและขาดศักยภาพในการชำระ เหมาะสมสำหรับกลุ่มที่พ้นขีดความสามารถในการหารายได้แล้ว แต่ต้องพิจารณาแยกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีที่ดินทำกินและมีทายาท ควรใช้มาตรการจูงใจให้ทายาทเข้ามารับช่วงหนี้แทน พร้อมการลดภาระหนี้ ส่วนกลุ่มที่ไร้ศักยภาพและไม่มีสินทรัพย์ ควรใช้การตัดหนี้สูญแทนการ Haircut เพื่อปิดจบปัญหาหนี้สินอย่างถาวร ทั้งนี้ ต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาด้านวินัยทางการเงินและการก่อหนี้ใหม่
ผลกระทบจากสถานการณ์โลก
นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยประเมินว่าหนี้ครัวเรือนกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความเปราะบางสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากและ SMEs ที่รายได้ยังไม่แน่นอน แต่กลับมีภาระหนี้เดิมสะสมอยู่ในระดับสูงแล้ว สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ ภาครัฐจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อประคองกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจนขาดความสามารถในการชำระหนี้ชั่วคราว ขณะเดียวกันต้องสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มที่ยังมีความสามารถในการจ่ายยังคงรักษาเงินต้นและมีวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียในวงกว้าง
ทั้งนี้ ยังไม่มีการประเมิน GDP ที่ชัดเจน แต่ยอมรับว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้มสูงขึ้น จากการเติบโตของเศรษฐกิจที่อาจชะลอลง ขณะเดียวกันความต้องการสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปพยุงค่าครองชีพและเสริมสภาพคล่องธุรกิจ ส่วนกรณีรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะใช้ในรูปเงินโอนเพื่อกระตุ้นการบริโภค มองว่าเป็น Safety Net ที่ช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบและชะลอการก่อหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อครัวเรือน ขณะที่มาตรการ Soft Loan และการกระตุ้นอื่น ๆ เช่น สินเชื่อธุรกิจ หรือโครงการ Transition อาทิ รถ EV และ Green Home จำเป็นต้องดำเนินอย่างระมัดระวัง โดยคัดกรองเฉพาะผู้กู้ที่มีศักยภาพ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยอดีต เช่น วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ หรือโครงการรถคันแรก ที่การปล่อยสินเชื่อโดยขาดความรอบคอบ นำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวและบั่นทอนวินัยทางการเงินในระยะยาว



