การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รถไฟไทย กำลังเผชิญกับปัญหาขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า ขาดทุนสะสมสูงกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายปีละหลายล้านบาท ส่งผลให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มียอดขาดทุนสะสมสูงที่สุดแห่งหนึ่ง
สาเหตุหลักของการขาดทุน
สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนหลักในการให้บริการที่สูง อาทิ ต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายบุคลากร ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถปรับราคาค่าบริการให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงได้ รวมถึงจำนวนผู้โดยสารและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สะสมยังมีสาเหตุจากการดำเนินกิจการตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยการขาดทุน แต่ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา การรถไฟฯ ไม่ได้รับเงินชดเชยดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง จำเป็นต้องกู้เงินโดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน ส่งผลให้ต้องรับภาระดอกเบี้ยปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายหลักใน 3 ปีที่ผ่านมา
จากรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน พบว่าค่าใช้จ่ายใน 3 ปีย้อนหลังมีดังนี้
- ปี 2566 ประมาณ 33,000 ล้านบาท
- ปี 2567 ประมาณ 44,000 ล้านบาท
- ปี 2568 ประมาณ 41,000 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายหลัก 4 รายการ ได้แก่
- ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
- ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน
- ค่าใช้จ่ายเดินรถขนส่ง
- ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษารถจักรและล้อเลื่อน
ปัญหาการขาดแคลนพนักงาน
ปัจจุบันการรถไฟฯ ขาดแคลนพนักงานปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก โดยมีพนักงานเหลือเพียง 8,300 คน จากเดิม 18,000 คน สาเหตุจากคณะรัฐมนตรียังไม่ดำเนินการเรื่องกฎการรับพนักงานเพิ่มจำนวน 5% ของพนักงานที่เกษียณไป หมายความว่าหากจะรับพนักงานใหม่ 5 คน ต้องรอคนเกษียณก่อนถึง 100 คน ส่งผลให้พนักงานต้องทำงานล่วงเวลาและวันหยุดเป็นจำนวนมาก
เพื่อแก้ไขปัญหา การรถไฟฯ ได้เสนอแผนสรรหาตำแหน่งเร่งด่วนด้านความปลอดภัยในการเดินรถระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2568-2572) จำนวน 2,850 อัตรา ต่อกระทรวงคมนาคมเมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยแบ่งเป็น
- ปี 2568 จำนวน 1,260 อัตรา
- ปี 2569 จำนวน 465 อัตรา
- ปี 2570 จำนวน 341 อัตรา
- ปี 2571 จำนวน 419 อัตรา
- ปี 2572 จำนวน 365 อัตรา
คาดการณ์ว่าภายในปี 2572 การรถไฟฯ จะมีพนักงานรวมทั้งสิ้น 11,521 อัตรา (ข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย)



