คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็น 4 ทางเลือกในการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า โดยยังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกในราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แต่จะปรับเพิ่มอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เกิน 400 หน่วยต่อเดือน ซึ่งอาจต้องจ่ายเพิ่มสูงสุดกว่า 1 บาทต่อหน่วย คาดว่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะมีผลบังคับใช้ในรอบบิลเดือนกรกฎาคม 2569
รายละเอียด 4 กรณีศึกษา
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษก กกพ. เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้จัดทำกรณีศึกษา 4 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th โดยทั้ง 4 กรณียังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกในราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้นจะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า โดยยังไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีศึกษาที่ 1 และ 2
กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน
กรณีศึกษาที่ 3 และ 4
กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 201 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบันประมาณหน่วยละ 0.49 – 0.54 บาท
จากผลการศึกษาทั้ง 4 กรณี พบว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป ค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นอัตราเฉลี่ย 0.54 - 1.03 บาทต่อหน่วย หรือมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.96 - 5.45 บาทต่อหน่วย
เหตุผลในการปรับโครงสร้าง
เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของ กฟน. และ กฟภ. ระบุว่า การลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรกจะทำให้รายได้ของการไฟฟ้าหายไปประมาณ 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 15,555 ล้านบาทต่อปี จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่เพื่อรักษาสถานะทางการเงินของการไฟฟ้าให้สมดุล
ข้อเสนอแนะจาก กฟน. และ กฟภ.
การไฟฟ้าทั้งสองแห่งเสนอให้ กกพ. เลือกใช้กรณีศึกษาที่ 4 เป็นแนวทางหลัก เนื่องจากเป็นสูตรที่มีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 400 หน่วยต่อเดือน และกระทบผู้ใช้ไฟส่วนใหญ่น้อยที่สุด โดยบ้านที่ใช้ไฟ 201 - 400 หน่วยจะจ่ายเพิ่มประมาณ 0.49 บาทต่อหน่วย ขณะที่บ้านใช้เกิน 400 หน่วยจะจ่ายเพิ่มประมาณ 0.5881 บาทต่อหน่วย เหตุผลสำคัญที่เลือกสูตรดังกล่าว เพราะจะช่วยคุ้มครองประชาชนกว่า 20.09 ล้านราย หรือราว 86% ของประเทศ ที่ใช้ไฟไม่เกิน 400 หน่วยต่อเดือน ไม่ให้มีภาระค่าไฟสูงเกินไป ขณะที่ภาระต้นทุนจะถูกผลักไปยังกลุ่มใช้ไฟสูงกว่า 400 หน่วย ซึ่งมีประมาณ 3.15 ล้านราย หรือคิดเป็น 14% ของผู้ใช้ไฟทั่วประเทศแทน
นอกจากนี้ กฟภ. ยังประเมินว่า ในระยะยาวอาจเกิดพฤติกรรมใหม่ของผู้ใช้ไฟฟ้า เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องติดตามผลกระทบต่อโครงสร้างรายได้และเสถียรภาพระบบไฟฟ้าอย่างใกล้ชิดต่อไป และอาจมีกลุ่มผู้ใช้ไฟที่ได้รับผลกระทบหันไปขอเปลี่ยนมิเตอร์เป็นแบบคิดตามช่วงเวลา (TOU) มากขึ้น หากมีการใช้ไฟในช่วงกลางคืนสูง ขณะเดียวกัน กฟภ. ได้เสนอให้มีกลไกชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้าด้วย เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานมีต้นทุนจัดหาไฟฟ้าต่างกัน แต่ต้องเก็บค่าไฟในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ กกพ. ประกาศโครงสร้างค่าไฟใหม่ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบบิล หรือ 45 วัน เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและปรับพฤติกรรมการใช้ไฟได้ทันท่วงที
ทั้งนี้ กกพ. จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ นำมาวิเคราะห์และใช้ประกอบการพิจารณาก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป



