ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือแรงงาน จะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศในระดับที่ไม่สูงนัก โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 0.1% ในปี 2568
ปัจจัยที่ช่วยลดผลกระทบ
การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้มีผลต่อต้นทุนของธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น ภาคการผลิตและบริการ แต่ศูนย์วิจัยฯ ชี้ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่ช่วยลดผลกระทบ เช่น การปรับตัวของธุรกิจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงาน ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อการจ้างงาน
ในระยะสั้น การขึ้นค่าจ้างอาจทำให้ธุรกิจบางแห่งชะลอการจ้างงาน หรือปรับลดจำนวนพนักงานลง แต่ศูนย์วิจัยฯ มองว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง เนื่องจากตลาดแรงงานยังคงมีความต้องการแรงงานในหลายสาขา โดยเฉพาะในภาคบริการที่ฟื้นตัวต่อเนื่องหลังโควิด-19
นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อของแรงงาน ซึ่งจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ
- ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
- ลงทุนในเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
- พัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มมูลค่าและผลผลิต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังระบุว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มของหลายประเทศที่พยายามยกระดับรายได้ของแรงงานให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจได้รับผลกระทบหนักกว่า เช่น การลดภาษีหรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในภาพรวม การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาท จะส่งผลดีต่อแรงงานและเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น การปรับตัวและใช้มาตรการที่เหมาะสมจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน



