รัฐบาลได้ประกาศปรับสัดส่วนการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยกำหนดให้ผู้เรียนสายสามัญมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 45 และผู้เรียนสายอาชีวศึกษามีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
นายประเสริฐชี้แจงเหตุผล
นายประเสริฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า การปรับสัดส่วนครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางมากขึ้น
“เราต้องการให้เด็กไทยมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เรียนสายสามัญเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่ควรมีโอกาสเรียนรู้ทักษะอาชีพที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันที” นายประเสริฐกล่าว
ผลกระทบต่อระบบการศึกษา
การปรับสัดส่วนดังกล่าวจะส่งผลให้โรงเรียนต้องปรับหลักสูตรและการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะโรงเรียนที่เน้นสายสามัญอาจต้องเปิดแผนการเรียนอาชีวะเพิ่มขึ้น หรือร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมงบประมาณสนับสนุนการฝึกอบรมครูและอุปกรณ์การเรียนการสอนในสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรม และการบริการ
ปฏิกิริยาจากผู้เกี่ยวข้อง
ผู้ปกครองและนักเรียนบางส่วนแสดงความกังวลว่าการปรับสัดส่วนอาจจำกัดโอกาสในการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่นายประเสริฐยืนยันว่าผู้ที่ต้องการเรียนสายสามัญยังมีโอกาสเพียงพอ เพราะสัดส่วนร้อยละ 45 ยังคงมีจำนวนมาก
ด้านสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ ให้การต้อนรับนโยบายนี้ โดยเห็นว่าจะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในระยะยาว



