คิกออฟมาตรการลดค่าครองชีพ 'ไทยช่วยไทยพลัส 60/40' วงเงิน 2 แสนล้านบาท
คิกออฟ 'ไทยช่วยไทยพลัส 60/40' วงเงิน 2 แสนล้านบาท ลดค่าครองชีพ

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นวันเริ่มต้นของมาตรการลดค่าครองชีพ 'ไทยช่วยไทยพลัส 60/40' ซึ่งรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น. ทุกวัน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

รายละเอียดโครงการ

ผู้ได้รับสิทธิจำนวน 26.04 ล้านคน จะได้รับเงินเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินร่วมจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% หรือต้องเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน ประมาณ 667 บาทต่อเดือน โดยเงินที่ได้รับต้องใช้จ่ายภายในเดือน ไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้

ส่วนผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.20 ล้านคน ที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาท จะได้รับเงินเพิ่มอีกคนละ 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือนเช่นกัน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

การอัดฉีดเม็ดเงินเกือบ 200,000 ล้านบาท ครอบคลุมผู้รับสิทธิ 49.24 ล้านคน คาดว่าจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายประชาชนในช่วง 4 เดือน แต่หลังจากนั้นยังไม่มีสัญญาณของมาตรการอื่นใดในการรับมือเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมเห็นด้วยกับมาตรการนี้ เพราะเป็นจังหวะสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางถึงน้อยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และรายได้ที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ภาคค้าปลีกมองว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายในระยะสั้น และอาจช่วยให้จีดีพีไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.4-0.5% รวมถึงทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท ผ่านระบบร่วมจ่ายและการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ข้อกังวลจากผู้เชี่ยวชาญ

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่าผลของมาตรการส่วนใหญ่ยังเป็นการ 'ประคองกำลังซื้อ' มากกว่าการสร้างกำลังซื้อใหม่อย่างแท้จริง เพราะประชาชนจำนวนมากยังระมัดระวังการใช้จ่าย สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต

นอกจากนี้ มาตรการลักษณะ Co-Payment อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินในช่วงเวลาสั้นๆ มากกว่าการเพิ่มกำลังซื้ออย่างยั่งยืน เพราะเมื่อโครงการสิ้นสุดลง หากรายได้ประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจฐานรากยังไม่ฟื้น และภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง การใช้จ่ายก็อาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

ภาครัฐจึงควรเดินหน้ามาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับรายได้แรงงาน การเพิ่มทักษะแรงงาน การลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมถึงมาตรการด้านภาษีและสภาพคล่อง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุน รักษาการจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น

นางสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า สภาองค์กรยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการต่อนโยบายนี้ แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่ตอบโจทย์คนเมืองให้มีเงินใช้จ่ายคล่องขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z และเจน Y ซึ่งไม่ใช่ฐานคะแนนของพรรคภูมิใจไทย แต่อาจเป็นประโยชน์ต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เธอชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางดิจิทัลที่ชัดเจน เนื่องจากนโยบายนี้ต้องใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันและโทรศัพท์มือถือ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องซื้อมือถือใหม่เพื่อสมัครใช้งาน รวมถึงความกังวลเรื่องคุณภาพอินเทอร์เน็ตและการถูกหลอกลวง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติของแพงและวิกฤติพลังงาน แต่ขั้นตอนการได้รับเงินยังมีข้อจำกัด มีเงื่อนไขหลายข้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือมีสมาร์ทโฟนรุ่นเก่า ทำให้ประสบปัญหาการลงทะเบียน

นอกจากนี้ การนำเงินไปใช้จ่ายมีข้อจำกัด เช่น นำไปจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าเทอม ค่าเช่าบ้านไม่ได้ ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจำกัด เนื่องจากความกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

นายเอกภูมิ ตรีชัยรัศมี ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่ง ไชยแสงกรุ๊ป สิงห์บุรี กล่าวว่า มาตรการนี้เหมือน 'การฉีดยาแรง' หรือ 'ฉีดสเตียรอยด์' เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ช่วยให้การใช้จ่ายกลับมาคึกคักในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง เศรษฐกิจก็อาจกลับไปซบเซาเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ในมุมของธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่งเริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยเฉพาะร้านโชห่วยและร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อสต๊อกและนำไปขายต่อ ทำให้ยอดขายฝั่งค้าส่งเติบโตขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนที่การจับจ่ายคึกคักมากขึ้น ดันยอดขายเพิ่ม 20%

บทสรุป

ความสำเร็จของโครงการไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้ลงทะเบียน แต่ควรดูจากจำนวนผู้ใช้สิทธิจริงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความสามารถในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง หากประชาชนมีเงินเหลือเพิ่มขึ้นและร้านค้ารายย่อยมีรายได้หมุนเวียนดีขึ้น จึงจะถือว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

ภาครัฐควรมีมาตรการต่อเนื่องในระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก มากกว่าการพึ่งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นครั้งคราว เพราะสุดท้ายแล้ว การฟื้นกำลังซื้ออย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีรายได้มั่นคง มีงานทำ และธุรกิจรายย่อยสามารถยืนอยู่ได้ท่ามกลางต้นทุนและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง