พาณิชย์ดันส่งออกข้าวไทยปี 68 สู่เป้า 10 ล้านตัน มั่นใจตลาดโลกยังต้องการ
พาณิชย์ดันส่งออกข้าวไทยปี 68 เป้า 10 ล้านตัน

กระทรวงพาณิชย์ประกาศเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ไว้ที่ 10 ล้านตัน สร้างมูลค่าไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมั่นใจว่าตลาดโลกยังคงมีความต้องการข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน

ปัจจัยหนุนการส่งออกข้าว

นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าปัจจัยที่สนับสนุนการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ประกอบด้วย ความต้องการบริโภคข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ประกอบกับคุณภาพข้าวไทยที่ได้รับการยอมรับในเรื่องรสชาติและมาตรฐานการผลิต

นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศยังมีแผนผลักดันการส่งออกข้าวไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดหลัก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลยุทธ์การส่งออก

กระทรวงพาณิชย์ได้วางกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยเน้นการส่งเสริมการเจรจาการค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ และการสร้างความร่วมมือกับผู้นำเข้าข้าวในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพข้าวและการสร้างแบรนด์ข้าวไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวในประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาดโลก

แนวโน้มราคาข้าว

ด้านนายกฤษณะ วิวัฒน์วานิช นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าราคาข้าวในปี 2568 คาดว่าจะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตข้าวโลกอาจลดลงจากปัญหาภัยแล้งในบางประเทศ

ทั้งนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเชื่อว่าข้าวไทยยังคงมีศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดพรีเมียม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ข้อท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น ความผันผวนของค่าเงินบาท ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นจากประเทศคู่ค้า

กระทรวงพาณิชย์จึงได้เตรียมมาตรการรองรับ เช่น การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการผลิตเพื่อลดต้นทุน การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ และการสนับสนุนการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคา