นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในงาน Triam Udom Dinner Talk 2026 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เผชิญกับแรงกระแทกรอบด้าน โดยโจทย์สำคัญที่สุดคือการทำให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัยมากกว่าการเติบโต
ปีแห่งภัยคุกคามสูง
นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่มีภัยคุกคามสูงและมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมาย ทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น 40-50% และการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนกำลังลงจากภูเขาที่ลาดชัน จึงต้องขับเคลื่อนด้วยความระมัดระวังเพื่อผ่านพ้นโค้งอันตรายไปได้อย่างมั่นคง
ปรับลดพึ่งพาส่งออกสหรัฐ
นายกอบศักดิ์ เสนอให้ไทยลดสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาจากเกือบ 23% เหลือประมาณ 10% เนื่องจากมีความเสี่ยงถูกบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายการค้าเพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา 301) และมาตรการภาษีอื่นๆ จากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ในหลายจุด เช่น อิหร่าน คิวบา กรีนแลนด์ และไต้หวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังประเทศไทย
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ควรปรับโครงสร้างพลังงาน
สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายกอบศักดิ์ มองว่าส่วนหนึ่งควรนำไปใช้ปรับโครงสร้างพลังงาน แทนที่จะใช้พยุงราคาน้ำมันซึ่งสูญเสียเปล่าไปกว่า 2 แสนล้านบาท ควรนำมาขับเคลื่อนโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง
โครงการไทยช่วยไทยพลัส
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้บ้างในช่วงที่มีลมต้านมาก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยภาคส่งออก เกษตร และการท่องเที่ยว
คาดการณ์ GDP ปีนี้ 1.5-2.0%
นายกอบศักดิ์ ประเมิน GDP ปีนี้ที่ระดับ 1.5-2.0% โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.0% ยังเป็นระดับที่เหมาะสมในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการเพิ่มเพดานหนี้จาก 70% เป็น 75-80% เพื่อไม่ให้กลายเป็นเป้าหมายของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) แต่ควรใช้มาตรการจูงใจดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แทน ซึ่งหากทำได้ดีอาจช่วยให้ GDP กลับไปเติบโตที่ระดับ 3.5-4.0% ได้ในอนาคต
ตลาดทุนและ Virtual Bank
ด้านตลาดทุน นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ดัชนีที่ระดับ 1,500 จุดถือเป็นจุดที่น่าพอใจและดึงดูดนักลงทุน พร้อมสนับสนุนมาตรการ "BOI to IPO" ซึ่งส่งเสริมบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก เพื่อดึงบริษัทเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำเข้ามาสร้างความสมดุลให้ตลาดทุนไทย
ส่วนธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ไม่น่ากังวลใจ เพราะในช่วงแรกขนาดของธุรกิจจะไม่ใหญ่มากนัก โดยใน 4-5 ปีแรกจะมีขนาดสินทรัพย์ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับกลุ่ม SMEs ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าถึง 2-4 แสนล้านบาท ขณะที่ภาคธนาคารในปัจจุบันมีความแข็งแกร่ง มีการตั้งเงินสำรองหนี้สูญ และมีเงินกองทุนจำนวนมาก พร้อมช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้



