กระทรวงการคลังได้ประกาศเกณฑ์ใหม่สำหรับการทบทวนสิทธิ์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "บัตรคนจน" โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น หลังจากที่ฐานข้อมูลเดิมถูกใช้งานมาตั้งแต่ปี 2565–2566 ซึ่งปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิ์อยู่ประมาณ 13.8 ล้านคน โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบต่อเกณฑ์ใหม่นี้แล้ว
เกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นี้จะช่วยให้การคัดกรองผู้มีรายได้น้อยมีความแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังยังยอมรับว่ายังมีประชาชนบางส่วนที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ์ ซึ่งจะใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยในการลงพื้นที่เพื่อ "เก็บตก" เพิ่มเติม
9 กลุ่มคนต้องห้ามที่ถูกตัดสิทธิ์บัตรคนจน
ประเด็นที่น่าสนใจในเกณฑ์ใหม่นี้คือ การกำหนด "กลุ่มคนต้องห้าม" ที่จะไม่ได้รับสิทธิ์ในโครงการ ซึ่งประกอบด้วย 9 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา
- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี
- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
- ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
- ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
โดยเฉพาะในข้อที่ 9 ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เนื่องจากหากบิดาหรือมารดาถูกบุตรนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะผู้อยู่ในอุปการะ ซึ่งสามารถหักลดหย่อนได้ถึง 30,000 บาทต่อปี บิดามารดาเหล่านั้นจะถูกตัดสิทธิ์จากการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที
คำชี้แจงจากปลัดกระทรวงการคลัง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า "ถ้าเราจำได้ ผู้เสียภาษีทุกคน การไปหักค่าลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดามารดา อันนั้นถ้าเราใช้สิทธิ์อันนี้ เราเป็นผู้ดูแลบิดามารดา แล้วไปหักได้ถึง 30,000 บาท อันนั้นบิดามารดาท่านก็จะถูกตัดออก คือเกณฑ์ที่จะเพิ่มมาใหม่ในส่วนของคุณสมบัติ"
ทั้งนี้ เกณฑ์ใหม่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การให้ความช่วยเหลือทางสังคมตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และลดปัญหาการได้รับสิทธิ์ซ้ำซ้อนหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่ครอบครัวมีรายได้สูงพอที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกอุปการะอาจไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง



