เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ตำรวจจับกุมแม่ค้าขายส้มตำรายหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณะ โดยแม่ค้ารายนี้ขายส้มตำบริเวณริมถนนมานานกว่า 10 ปี โดยไม่เคยมีปัญหาใดๆ มาก่อน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เข้าจับกุมนางสาวสมศรี (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ขณะกำลังขายส้มตำอยู่ริมถนนสายหลักในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา โดยแจ้งข้อหาว่าเธอบุกรุกที่ดินสาธารณะและกีดขวางทางจราจร จากการสอบสวนเบื้องต้น นางสาวสมศรีให้การว่าเธอขายส้มตำในบริเวณนี้มานานหลายปี โดยได้รับอนุญาตจากเทศบาลและจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนให้กับทางราชการเป็นประจำ
ปฏิกิริยาจากชาวบ้าน
หลังจากทราบข่าวการจับกุม ชาวบ้านในพื้นที่กว่า 50 คนได้รวมตัวกันหน้าสถานีตำรวจเพื่อประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนางสาวสมศรี โดยระบุว่าเธอเป็นแม่ค้าที่ขยันขันแข็งและไม่เคยสร้างปัญหาให้กับใคร ชาวบ้านบางคนกล่าวว่าการจับกุมครั้งนี้ไม่เป็นธรรม เพราะแม่ค้ารายอื่นๆ ที่ขายของในบริเวณใกล้เคียงกลับไม่ถูกดำเนินคดี
การเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง
กลุ่มผู้ประท้วงได้ยื่นหนังสือถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ทบทวนการดำเนินคดี และขอให้ปล่อยตัวนางสาวสมศรีโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้他们还要求เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงเหตุผลที่แท้จริงของการจับกุม เนื่องจากเชื่อว่าอาจมีแรงจูงใจแอบแฝง
คำชี้แจงจากตำรวจ
พ.ต.อ. สมชาย (นามสมมติ) ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ชี้แจงว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามคำร้องเรียนของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกีดขวางทางเท้าและการจราจร โดยทางตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และไม่มีการเลือกปฏิบัติ
ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ทางนางสาวสมศรีและกลุ่มผู้สนับสนุนยังคงยืนยันว่าเธอได้รับอนุญาตให้ขายของในบริเวณดังกล่าวอย่างถูกต้อง และมีหลักฐานเป็นใบอนุญาตและใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งทางตำรวจกลับไม่ยอมรับเอกสารดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่อาจมีเจตนาไม่สุจริต
ผลกระทบต่อครอบครัว
นางสาวสมศรีเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องเลี้ยงดูบุตรอีก 2 คนที่กำลังศึกษา และสามีที่พิการ การถูกจับกุมครั้งนี้ทำให้ครอบครัวขาดรายได้และกำลังใจ เธอกล่าวว่าหากต้องโทษจำคุกครอบครัวจะเดือดร้อนอย่างหนัก
เหตุการณ์นี้กำลังเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์ โดยหลายฝ่ายเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างโปร่งใส



