มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทยพลัส" ถูกประเมินว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการพยุงกำลังซื้อ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยในประเทศและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน
รายละเอียดมาตรการ
มาตรการประกอบด้วยโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ซึ่งรัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ครอบคลุมกว่า 20 ล้านคน และ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ครอบคลุม 14 ล้านคน โดยรัฐสนับสนุนเต็มจำนวน วงเงินรวมจากภาครัฐประมาณ 104,000 ล้านบาท เมื่อรวมเงินสมทบจากประชาชนจะมีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 136,000 ล้านบาท
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่ามาตรการนี้จะช่วยอัดฉีดเม็ดเงิน 1.36 แสนล้านบาท หนุน GDP ได้ 0.2% ถือเป็น "กันชน" ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเป็นระยะสั้น กระจุกตัวในไตรมาส 2-3 ปี 2569
ความเสี่ยงจากราคาพลังงาน
หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ย 85 ดอลลาร์/บาร์เรล และดีเซลในประเทศปรับขึ้นสู่ 40-50 บาท/ลิตร จะกดดัน GDP ไทยลง 0.27% และเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งแตะ 2.9% ซึ่งเป็นเงินเฟ้อแบบ Cost-push ส่งผลกระทบต่อต้นทุนขนส่ง ภาคเกษตร และ SMEs
นโยบายการเงินการคลัง
INVX Research คาดว่า ธปท. จะใช้ Soft Loan แทนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเงินเฟ้อเร่งตัวสู่ 2.9-4.4% การลดดอกเบี้ยจะกดดันค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าพลังงาน ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยก็กระทบเศรษฐกิจและภาระหนี้ครัวเรือน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1.00% ไม่เปลี่ยนแปลง หนี้สาธารณะใกล้แตะ 70% ของ GDP ทำให้พื้นที่ทางการคลังแคบลง หากรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะช่วยเพิ่มความคล่องตัว และอาจปรับเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570
มุมมองการลงทุน
มาตรการช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, OSP และกลุ่มสินเชื่อรายย่อย เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS เนื่องจากเม็ดเงินช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดความเสี่ยงหนี้เสียในกลุ่มรายได้น้อย



