สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวันและจีน ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดในสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก
รายละเอียดมาตรการภาษี
ตามรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูง รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กำลังพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตในไต้หวันและจีน โดยอัตราภาษีใหม่อาจสูงถึง 25% จากเดิมที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 10% การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศ และกระตุ้นให้เกิดการผลิตภายในประเทศมากขึ้น
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
เซมิคอนดักเตอร์เป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิด ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า การขึ้นภาษีครั้งนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตชิปเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
- บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Apple, Nvidia และ AMD ซึ่งพึ่งพาการผลิตชิปจาก TSMC ในไต้หวัน อาจได้รับผลกระทบโดยตรง
- ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla และ Ford ก็จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ปฏิกิริยาจากไต้หวันและจีน
ทั้งไต้หวันและจีนต่างแสดงความกังวลต่อมาตรการดังกล่าว ไต้หวันซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่าการขึ้นภาษีจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ขณะที่จีนได้ออกมาประณามมาตรการดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ และอาจตอบโต้ด้วยมาตรการทางภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ
แนวโน้มในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยบริษัทต่างๆ อาจเร่งย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานการผลิตต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบระยะสั้นยังคงมีอยู่
- บริษัทเทคโนโลยีอาจต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือส่งต่อให้ผู้บริโภค
- รัฐบาลสหรัฐฯ อาจให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทที่ย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจทวีความรุนแรงขึ้น
การประกาศมาตรการภาษีอย่างเป็นทางการคาดว่าจะมีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะต้องจับตาดูปฏิกิริยาจากตลาดการเงินและภาคธุรกิจทั่วโลก



