กรมการค้าภายในลุยตรวจสอบลานเท-โรงสกัดหลังสงกรานต์ ป้องกันกดราคารับซื้อผลปาล์ม
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการเข้มงวดหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันลงพื้นที่ตรวจสอบลานเทและโรงงานสกัดทันที เพื่อกำกับดูแลการเปิดรับซื้อผลปาล์มให้เป็นปกติและเป็นธรรม
เป้าหมายหลักคือการป้องกันการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร โดยต้องแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และหากพบการเอาเปรียบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สถานการณ์ราคาปาล์มปรับตัวดีขึ้นจากความต้องการในภาคพลังงาน
นายวิทยากรชี้แจงว่าสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในช่วงนี้มีทิศทางราคาปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากอุปทานเข้าสู่ระบบลดลงชั่วคราวในช่วงสงกรานต์ จากลานเทและโรงงานสกัดบางส่วนหยุดดำเนินการ ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง
ขณะที่ความต้องการใช้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ภายใต้นโยบายน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพิ่มจากประมาณ 71,600 ตันต่อเดือน เป็นราว 140,000 ตันต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
ระบบจึงสามารถดูดซับผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อระดับราคาในช่วงนี้
ตัวเลขราคาปาล์มและน้ำมันปาล์มดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ระบุว่าราคาผลปาล์มน้ำมันอยู่ที่ 7.00–7.90 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.45 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.95 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25%
ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ที่ 40.50–41.00 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.75 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 35.38 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 15%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงรองรับ และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในระดับราคาที่ดี
เตรียมประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม
ในสัปดาห์หน้า กรมการค้าภายในเตรียมประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ร่วมกับผู้แทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งด้านปริมาณและราคา
พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อว่าจากปัจจัยด้านอุปสงค์และการบริหารจัดการที่เข้มข้น จะช่วยให้ราคาปาล์มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มาตรการกำกับการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบยังคงดำเนินการควบคู่กัน
สำหรับมาตรการกำกับการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป โดยเป็นการบริหารจัดการปริมาณเชิงรุก ผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า
เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับการใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก ก่อนพิจารณาส่งออก ซึ่งไม่ใช่การห้ามส่งออก แต่เป็นการจัดสมดุลการใช้ในภาพรวม
นายวิทยากร กล่าวสรุปว่า "การดำเนินการในช่วงนี้ เป็นการดูแลทั้งระบบอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การกำกับการรับซื้อในพื้นที่ ไปจนถึงการบริหารปริมาณและความต้องการใช้ เพื่อให้ราคาปาล์มอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงต่อเนื่อง"



