วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งได้เชิญผู้บริหารระดับสูง (CEO) ประมาณ 34-35 ท่าน จาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมมาร่วมเสนอแนะแนวทางในวันนี้ (15 พ.ค.) ว่า การจัดเวทีครั้งนี้เป็นดำริของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโจทย์สำคัญคือการพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก และการปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economy Transformation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
รูปแบบเวทีเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นเอกชน
นายเอกนิติกล่าวว่า “รูปแบบการจัดเวทีครั้งนี้จะรับฟังจากภาคเอกชนที่จะแสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง แล้วผมจะสรุปประเด็นต่างๆ ที่ได้จากที่ประชุมเพื่อให้ได้แนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้แข่งขันกับประเทศต่างๆ ซึ่งจะนำเอาแนวทางที่ได้มารวมกับยุทธศาสตร์การยกเครื่องเศรษฐกิจที่ได้ทำงานร่วมกับทีมงานไว้”
ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก
สำหรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ได้จัดทำไว้เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จะผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ ทั้งนี้ การลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง
ใช้กลไก กรอ. ขับเคลื่อน ร่วมมือภาคเอกชน
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชน และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้น ตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำ มาเป็นการทำงานร่วมกันโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ทั้งนี้ วางแผนว่าจะมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิดทุกเดือน และตั้งเป้าให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน



