นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM BANK เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่รุนแรง ผันผวน และแปรปรวนใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทย
สามมิติความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
มิติแรกคือความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบสงครามที่ยืดเยื้อและสงครามการค้า โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ จนส่งผลถึงความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
มิติที่สองคือความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
มิติที่สามคือความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น CBAM, EUDR, CSRD และ PPWR ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขัน
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและไทย
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ GDP ของโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง โดย IMF คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตต่ำสุดในรอบ 6 ปีที่ระดับ 3.1% ขณะที่การค้าโลกอาจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ระดับ 2.8% สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น
สำหรับประเทศไทย EXIM BANK ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัว 2% จากเดิม 1.5% ขณะที่การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% จากเดิม 0-2% โดยมีแรงสนับสนุนจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร และอาหาร ตามกระแสเทคโนโลยี AI และความต้องการความมั่นคงทางอาหาร
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย เพราะจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่สิ่งสำคัญกว่าขนาดของวงเงิน คือวิธีการนำเงินเข้าสู่ระบบและการออกแบบการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดได้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจได้มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2-4 ยังมีปัจจัยเสี่ยงจำนวนมาก ทำให้การประเมินการส่งออกทั้งปีที่ระดับ 7% เป็นตัวเลขที่เหมาะสมภายใต้การบริหารความเสี่ยงและสถานการณ์ปัจจุบัน
ภาคธุรกิจไทยเผชิญภาวะ 3 สูง
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญกับภาวะ 3 สูง คือ Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และต้นทุนทางการเงิน, Compliance สูง จากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ESG และมาตรฐานสากลที่เข้มงวด และ Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงของสินค้าต้นทุนต่ำจากจีนและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
นายชลัช ชี้ให้เห็นว่าตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ประกอบการ SME ไทยที่สามารถส่งออกได้จริง เติบโตน้อยมาก สะท้อนข้อจำกัดของภาคธุรกิจไทยที่ต้องเผชิญหลายปัจจัยกดดัน โดยเฉพาะวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
หาก SME ไทยยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิม อาจทำให้ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพในตลาดส่งออกได้ และมีแนวโน้มหันกลับมาแข่งขันในตลาดภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การแข่งขันในประเทศรุนแรงขึ้นในตลาดที่มีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน ที่มีฐานผู้บริโภคจำนวนมาก
กลยุทธ์ 5T ของ EXIM BANK
นายชลัช มองว่า สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องปรับวิธีคิดใหม่ เพื่อให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน EXIM BANK เองก็ต้องปรับแนวทางการทำงานให้แตกต่างจากสถาบันการเงินทั่วไป โดยเฉพาะการทำงานเชิงรุกกับกลุ่มลูกค้า SMEs มากขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทาย ผ่านกลยุทธ์ 5T ประกอบด้วย
- Target: การบรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs ทั้งการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และเสริมสภาพคล่อง
- Transition: สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่าน Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 50% ของยอดคงค้างรวม
- Transform: ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและกระจายความเสี่ยงสู่ตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกนอกเหนือจากตลาดหลักเดิมเป็น 75%
- Transparency: สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากล
- Together: เพิ่มความร่วมมือเพื่อทำให้ Export Ecosystem ครบวงจร
มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการปรับตัวและสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก
ผลประกอบการ EXIM BANK ไตรมาส 1 ปี 69
ผลประกอบการของ EXIM BANK ไตรมาส 1 ปี 69 กำไรสุทธิขยายตัวเกือบ 100% หรือ 800 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อใหม่ 4 เดือนแรกปล่อยแล้ว 20,000 ล้านบาท ตั้งเป้าทั้งปี 70,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าลูกค้าใหม่ในปีนี้ 3,000 ราย ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 180,000 ล้านบาท โดยมีวงเงินรองรับ 320,000 ล้านบาท ขณะที่ NPL ยังอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ที่ 4%



