KTC เผยยอดใช้จ่ายร้านอาหารโต 6% สะท้อน Food Economy ยังแกร่ง
KTC เผยยอดใช้จ่ายร้านอาหารโต 6% สะท้อน Food Economy ยังแกร่ง

แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อเปราะบาง แต่ “อาหาร” ยังคงเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว ล่าสุด “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” โดยเผยยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารยังคงเป็นอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิต

ยอดใช้จ่ายร้านอาหารโต 6% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภค

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าเทรนด์ “กินนอกบ้านยังไม่แผ่ว” แม้ผู้บริโภคจะรัดเข็มขัด แต่ไม่ตัดงบร้านอาหาร เนื่องจากอาหารยังเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์สำคัญของคนไทย

“แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ร้านอาหารยังเป็นหมวดที่คนไทยเลือกใช้เงินอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ปรับพฤติกรรมด้วยการควบคุมงบประมาณและเลือกใช้จ่ายอย่างคุ้มค่ามากขึ้น” นางสาววริษฐากล่าว พร้อมเสริมว่าทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน สะท้อนว่า Food Economy ยังเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อาหารไทยยังแกร่งระดับโลก แต่ต้นทุนสูงและพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

Food Economy ยังเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยว พร้อมช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานกว่า 11 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหารในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ “Shock Absorber” ของเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารไทยยังเผชิญจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ยังสูง ทั้งค่าแรง พลังงาน และวัตถุดิบบางประเภทที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ระบบซัพพลายเชนยังขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าทำได้ยาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ลำบากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติในการขายอาหารและบริการเดลิเวอรี แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่กำไรส่วนหนึ่งกลับถูกหักไปกับค่า GP และค่าบริการของแพลตฟอร์ม ทำให้หลายร้านขายดีแต่กำไรน้อย หรือบางครั้งอาจขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

อาหารยุคใหม่ต้องสร้างประสบการณ์ ดึงดูดลูกค้า

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารกำลังสะท้อนภาพเศรษฐกิจปลายทางของประเทศอย่างชัดเจน หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยคนออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านลดลง จากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนสูง ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่า GP ของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

สำหรับแนวทางการอยู่รอดของ SME ร้านอาหาร ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการร้านมากขึ้น ทั้งการคำนวณต้นทุนจริง การบริหารวัตถุดิบ การตั้งราคา และมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร พร้อมย้ำว่า ปัจจุบัน “อร่อยอย่างเดียวอาจไม่พอ” แต่ต้องสร้างจุดขายเพิ่มเติม ทั้งเมนูสุขภาพ การออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้า หรือสร้างกิจกรรมดึงดูดคนเข้าร้าน เช่น คาเฟ่ที่เน้นบรรยากาศและมุมถ่ายรูป เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำในระยะยาว

Food Delivery เปลี่ยนเกม Ghost Kitchen โตแรง

นายกสมาคมภัตตาคารไทย ระบุว่า เทรนด์ Food Delivery ยังเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ร้านอาหารขนาดเล็กหรือร้านในชุมชนเริ่มมีโอกาสมากขึ้น เพราะใช้ต้นทุนต่ำกว่าร้านใหญ่ ขณะที่ร้านที่เข้าใจระบบเดลิเวอรีตั้งแต่ช่วงแรก จะได้เปรียบเรื่องต้นทุนและค่า GP ของแพลตฟอร์ม อีกหนึ่งโมเดลที่เติบโตเร็ว คือ “Ghost Kitchen” หรือร้านอาหารไม่มีหน้าร้าน ที่ขายผ่านเดลิเวอรีเป็นหลัก เพราะไม่มีภาระค่าเช่า ค่าแต่งร้าน หรือค่าแรงจำนวนมาก ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้ถูกกว่าร้านทั่วไป เช่น เมนูกะเพราที่ร้านทั่วไปอาจต้องขาย 80-90 บาท แต่ Ghost Kitchen สามารถขายได้ราว 50 บาท จึงกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของร้านอาหารแบบดั้งเดิม

“ไทยช่วยไทยพลัส” ดันกำลังซื้อ 30 ล้านคน

สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และช่วยกระตุ้นยอดขายผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะร้าน Street Food และไมโครเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คาดว่า มีร้านอาหารรายเล็กเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 500,000-600,000 ราย และเมื่อมีประชาชนกว่า 30 ล้านคนเข้ามาใช้สิทธิ์ จะช่วยให้ยอดขายร้านอาหารขนาดเล็กกลับมาคึกคักมากขึ้น จากเดิมที่บางร้านเคยมียอดขายวันละ 5,000 บาท แต่ลดเหลือเพียง 2,000-3,000 บาท ก็อาจขยับกลับขึ้นมาได้อีกครั้งในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

“อาหาร” กำลังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network (TGN) กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

“ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าว