เมื่อราคาน้ำมันพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะดีเซลที่ทุบสถิติแพงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ส่งผลให้ต้นทุนการใช้รถกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สร้างความกังวลให้ผู้ขับขี่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหน้ามืดทุกครั้งที่เข้าปั๊ม หรือความหวาดผวากับความผันผวนของราคาพลังงานในภาพรวม ค่าเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นมาก ทำให้หลายคนเริ่มหันมาทบทวนอย่างจริงจังว่ารถที่ใช้อยู่ตอบโจทย์แค่ไหน และค่าใช้จ่ายในการวิ่งต่อกิโลเมตรนั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ แล้วรถอะไรที่เหมาะสมกับยุคที่พลังงานมีราคาสูงโด่งแบบนี้
การเลือกระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั้งสองแนวคิดขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานและสภาพแวดล้อมของผู้ใช้เป็นหลัก โดยแต่ละระบบมีจุดแข็งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าไม่ติดเรื่องรอชาร์จไฟ ชอบความทันสมัยและความรวดเร็วทันอกทันใจของมอเตอร์ไฟฟ้าเพียวๆ ที่บ้านติดตั้ง Wall Box สำหรับชาร์จไฟได้ การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็นับว่ามีความสะดวกสบายในระดับที่ดี เพราะใช้งานในเมือง มีออกทางไกลบ้างในบางครั้ง ไม่มีปัญหากับการเดินทางที่ต้องขับไปชาร์จไปเมื่อขับทางไกล
ส่วนคนที่ไม่ชอบรอชาร์จไฟในช่วงวันหยุดยาวที่รถยนต์ไฟฟ้าจะไปออรอชาร์จไฟที่สถานีชาร์จทางไกล โดยเฉพาะในจุดที่มีระยะทางจากกรุงเทพฯประมาณ 300 กิโลเมตร การรอชาร์จไฟอาจทำให้เสียทั้งเวลาและอารมณ์ ที่พักอาศัยไม่สะดวกที่จะติดตั้ง Wall Box หรือไม่สามารถติดที่ชาร์จได้เลย ชอบทั้งรถไฟฟ้าและรถสันดาปภายใน แต่มีภาระที่จะต้องจอดรอรับ-ส่งเด็กนักเรียนที่เป็นบุตรหลาน ต้องจอดดับเครื่องยนต์เป็นเวลานานๆ เพื่อรอเวลาเลิกเรียน การเลือกรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดถือว่าเหมาะสม แต่ระยะยาวนั้นก็ต้องทำใจเรื่องความซับซ้อนของระบบส่งกำลังและการซ่อมบำรุงที่มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle - BEV)
รถยนต์ไฟฟ้า 100% คือรถที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยรับพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่
ข้อดี
- ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่ำที่สุด มีต้นทุนต่อกิโลเมตรของการใช้ไฟฟ้าถูกกว่าน้ำมันอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อชาร์จไฟที่บ้านในช่วงเวลา Off-Peak
- สมรรถนะและการขับขี่ แรงบิดดีจากมอเตอร์ที่ไม่มีการหน่วงหรือรอรอบ ทำให้การออกตัวรวดเร็ว นุ่มนวล และเงียบ ไม่มีอาการสั่นจากเครื่องยนต์
- การบำรุงรักษาต่ำ เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีน้ำมันเครื่อง สายพาน หรือหัวเทียน ทำให้รอบการเช็คระยะห่างกว่าและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารถน้ำมัน
- ได้รับส่วนลดภาษีรถประจำปีที่ถูกกว่า และไม่มีการปล่อยไอเสีย (Zero Emission)
ข้อเสีย
- ความกังวลเรื่องระยะทาง (Range Anxiety) การเดินทางไกลต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อหาจุดชาร์จ และระยะทางอาจลดลงตามสภาพอากาศหรือการขับขี่ความเร็วสูง
- เวลาในการอัดประจุ แม้จะมีระบบ DC Fast Charge แต่ยังต้องใช้เวลา 30-50 นาที ซึ่งนานกว่าการเติมน้ำมัน
- ราคาขายต่อ ในปัจจุบันราคามือสองยังมีความผันผวนตามเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ประกันภัยแพงมาก ต้องทำใจยอมรับกับค่าประกันต่อปีที่สูงกว่ารถยนต์สันดาปภายใน
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle - PHEV)
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคือรถที่มีทั้งเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยสามารถชาร์จไฟเพื่อขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะหนึ่ง (ประมาณ 40-120 กม.)
ข้อดี
- มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างเดินทางไกล เพราะสามารถเปลี่ยนไปใช้โหมดน้ำมันได้ทันทีเมื่อแบตเตอรี่ต่ำลง บางรุ่นสามารถขับด้วยเชื้อเพลิง 1 ถังและไฟเต็มแบตเตอรี่ไกลถึง 1,000 กิโลเมตร
- การใช้งานในเมือง หากระยะทางไป-กลับที่ทำงานอยู่ในช่วงที่แบตเตอรี่รองรับ สามารถใช้รถเป็น EV 100% ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลย
- ไม่ต้องรอชาร์จที่สถานี ในกรณีที่เร่งรีบหรือไม่สะดวกหาที่ชาร์จสาธารณะในช่วงเดินทางไกลวันหยุดยาว สามารถเติมน้ำมันแล้วเดินทางต่อได้ทันที
ข้อเสีย
- ความซับซ้อนของระบบ เมื่อมีทั้งระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้า ทำให้มีชิ้นส่วนที่ต้องดูแลรักษามากกว่า (มีค่าเช็คระยะน้ำมันเครื่องตามปกติ)
- น้ำหนักตัวรถ การต้องแบกทั้งเครื่องยนต์ ถังน้ำมัน และแบตเตอรี่ ทำให้รถมีน้ำหนักมาก ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเมื่อแบตเตอรี่หมด
- ความเร็วในการชาร์จ รถ PHEV ส่วนใหญ่มักรองรับแค่การชาร์จแบบ AC (กระแสสลับ) ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะเต็มเมื่อเทียบกับขนาดแบตเตอรี่ที่เล็กกว่า
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาว 150,000 - 200,000 กิโลเมตร
หากมองกันที่ระยะยาวระดับ 150,000 - 200,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่รถเริ่มหมดระยะประกันแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนพอดี คำตอบคือ EV 100% ประหยัดกว่าในแง่ค่าใช้จ่ายรวม แต่มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณา
1. ค่าพลังงาน (Energy Cost)
นี่คือส่วนที่ EV ชนะขาดลอยตลอดอายุการใช้งาน EV 100% เฉลี่ยค่าไฟประมาณ 0.6 - 1.0 บาท/กิโลเมตร (กรณีชาร์จบ้านเป็นหลัก) ในขณะที่ PHEV แม้จะวิ่งไฟฟ้าได้ในช่วงแรก (40-80 กม.) แต่เมื่อแบตหมดหรือต้องเร่งแซง เครื่องยนต์สันดาปจะทำงาน ซึ่งค่าใช้จ่ายน้ำมันจะดีดขึ้นไปเฉลี่ย 2.0 - 3.0 บาท/กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและราคาน้ำมัน) ส่วนต่างที่ระยะ 200,000 กม. EV จะประหยัดค่าเชื้อเพลิงไปได้มากกว่า PHEV ราว 200,000 - 300,000 บาท
2. ค่าบำรุงรักษา (Maintenance)
เมื่อเข้าสู่ระยะ 150,000 กม. ขึ้นไป ความแตกต่างจะชัดเจนขึ้น PHEV มีความซับซ้อนสูงที่สุดเพราะมีสองระบบในร่างเดียว คุณต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง หัวเทียน และดูแลระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไปพร้อมๆ กับการดูแลแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า EV 100% ตัดภาระเรื่องเครื่องยนต์ทิ้งไปทั้งหมด ไม่มีน้ำมันเครื่อง สายพาน หรือท่อไอเสีย ของเหลวที่ต้องเปลี่ยนมีเพียงน้ำยาหล่อเย็นระบบไฟฟ้าและน้ำมันเกียร์ (ซึ่งเปลี่ยนน้อยครั้งมาก) ทำให้ค่าเช็กระยะโดยรวมถูกกว่าประมาณ 30% - 50%
3. จุดเสี่ยงช่วงกิโลเมตรที่ 160,000+ (หลังหมดประกัน)
นี่คือจุดที่คนตั้งใจใช้รถระยะยาวกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ EV 100% แบตเตอรี่ลูกใหญ่ (60-100 kWh) หากเสียหลังหมดประกัน ค่าเปลี่ยนอาจสูงถึง 300,000 - 500,000 บาท แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (โดยเฉพาะ LFP) ทนทานมาก มักวิ่งได้ถึง 300,000 กม. ก่อนที่ประสิทธิภาพจะลดลงจนสังเกตเห็นได้ PHEV แบตเตอรี่ลูกเล็กกว่า (15-25 kWh) ค่าเปลี่ยนถูกกว่า (ประมาณ 100,000 - 200,000 บาท) แต่แบต PHEV มักทำงานหนักกว่า (Cycle การชาร์จ/ใช้สูงกว่า) ทำให้มีโอกาสเสื่อมเร็วกว่า EV ในแง่จำนวนรอบการใช้งาน ความจุกจิก PHEV มีโอกาสเจอปัญหาจากเครื่องยนต์ (Turbo ระบบเชื้อเพลิง) เพิ่มเข้ามาในช่วงรถเก่า ซึ่ง EV ไม่มี
สรุป
เลือก BEV หากคุณสามารถติดตั้ง Wallbox ที่บ้านได้ เน้นความประหยัดในระยะยาว และชอบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการขับขี่ที่เงียบสงบ เลือก PHEV หากคุณยังมีความกังวลเรื่องการรอคิวที่สถานีชาร์จ ต้องเดินทางข้ามจังหวัดบ่อยในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย แต่ยังต้องการความประหยัดแบบรถไฟฟ้าสำหรับการใช้งานในเมืองวันต่อวัน



