เส้นทาง Pizza Hut จากลูกรักถึงจุดเปลี่ยน Yum! ตัดใจขาย 8.8 หมื่นล้าน
เส้นทาง Pizza Hut จากลูกรักถึงจุดเปลี่ยน Yum! ตัดใจขาย 8.8 หมื่นล้าน

เส้นทาง Pizza Hut จากลูกรักถึงจุดเปลี่ยน Yum! ตัดใจขาย 8.8 หมื่นล้าน

สัปดาห์ที่ผ่านมา วงการธุรกิจอาหารต้องจับตามองเมื่อ Yum! Brands ตัดสินใจขายธุรกิจ Pizza Hut ในมูลค่ารวม 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท โดย LongRange Capital จะเข้าซื้อกิจการ Pizza Hut นอกประเทศจีนในมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Yum China จะซื้อ Pizza Hut ในจีนในมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ คาดว่าการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาส 3 ของปี 2569 หลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

ย้อนกลับไปกว่า 60 ปีที่แล้ว สองพี่น้องตระกูลคาร์นีย์ยืมเงินจากแม่ 600 ดอลลาร์เพื่อเปิดร้านพิซซ่าเล็ก ๆ ในปี 2501 จากร้านเล็ก ๆ สู่การเป็นบริษัทพิซซ่าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบัน Pizza Hut มีร้านอาหารมากกว่า 19,000 สาขาใน 108 ประเทศ ความเชื่อที่ยึดมั่นคือ “คืนแห่งการกินพิซซ่าควรเป็นช่วงเวลาพิเศษ” นอกจากพิซซ่าแล้ว ยังมีพาสต้าและปีกไก่เพิ่มเข้ามา Pizza Hut ยังเป็นเจ้าแรกที่ทำ Pan Pizza และเป็นแบรนด์แรกที่ส่งพิซซ่าขึ้นสู่อวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในรูปแบบแป้งกรอบใส่ซอสพิซซ่า ชีส และซาลามี ขนาด 6 นิ้ว บรรจุในถุงสุญญากาศที่ควบคุมอุณหภูมิ

ปัจจุบัน Pizza Hut มีสาขากว่า 19,000 แห่งทั่วโลก มียอดขายในปี 2568 อยู่ที่ 12,794 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การเติบโตกลับช้ากว่าแบรนด์อื่นในเครือ โดยในปี 2568 Pizza Hut คิดเป็นเพียง 12% ของรายได้รวม Yum! ลดลงจากกว่า 18% ในปี 2562 ขณะที่รายได้ของ Pizza Hut ทรงตัวที่ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ แต่รายได้รวมของ Yum! เติบโตเป็น 8.2 พันล้านดอลลาร์ การเติบโตหลักมาจาก KFC และ Taco Bell Pizza Hut ต้องแข่งขันกับ Domino’s และร้านเดลิเวอรีอื่น ๆ โดยเสียเปรียบทั้งเมนู การตลาด ระบบสั่งซื้อ และโครงสร้างการส่งอาหาร ร้านขนาดใหญ่แบบนั่งทานในสหรัฐฯ ไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปสั่งกลับบ้านและเดลิเวอรีมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขาย Pizza Hut ในสหรัฐฯ ลดลง 8.2% ในปี 2568 แย่กว่าตลาดพิซซ่าที่ลดลงไม่ถึง 1%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หลังการขาย Pizza Hut Yum! จะเหลือแบรนด์หลักคือ KFC, Taco Bell และ Habit Burger & Grill โดย KFC มีรายได้ต่อปีราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ และ Taco Bell ราว 3 พันล้านดอลลาร์ ทำให้โครงสร้างบริษัทชัดเจนขึ้นและเน้นแบรนด์ที่เติบโตดีกว่า Yum! คาดว่าจะได้เงินสุทธิหลังภาษีราว 2.3 พันล้านดอลลาร์ และบอร์ดอนุมัติวงเงินซื้อหุ้นคืนเพิ่มอีก 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ถือหุ้นระยะสั้น

สำหรับ Yum China การซื้อ Pizza Hut ในจีนเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากเดิมเป็นผู้ดำเนินธุรกิจภายใต้สัญญาอนุญาตใช้แบรนด์ การเป็นเจ้าของแบรนด์เต็มตัวจะช่วยลดค่าธรรมเนียม เพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับเมนู รูปแบบร้าน และการขยายสาขา Pizza Hut China มีรายได้ปี 2568 ราว 2.3 พันล้านดอลลาร์ และกำไรจากการดำเนินงาน 183 ล้านดอลลาร์ พร้อมแผนขยายสาขาจาก 4,375 ร้าน เป็นมากกว่า 6,000 ร้านภายในปี 2571 และตั้งเป้าเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานเป็น 2 เท่าภายในปี 2572 เทียบกับปี 2567

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ จาก InnovestX มองว่าดีลนี้เป็นบวกต่อ Yum! Brands เพราะช่วยตัดธุรกิจที่โตช้าออกจากพอร์ต ทำให้บริษัทโฟกัสไปที่ KFC และ Taco Bell ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีกว่า พร้อมเพิ่มแรงหนุนจากการซื้อหุ้นคืน อย่างไรก็ตาม ผลต่อกำไรระยะสั้นอาจมีแรงกดดันจากการหายไปของรายได้ Pizza Hut และต้องติดตามว่า Yum! จะใช้เงินลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพร้านอาหารได้จริงแค่ไหน ส่วน Yum China มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Pizza Hut จีนผ่านการลดค่าธรรมเนียมและขยายสาขา และคาดว่าดีลจะหนุนกำไรต่อหุ้นทันทีหลังปิดดีล แต่ความสำเร็จระยะยาวยังขึ้นกับกำลังซื้อผู้บริโภคจีนและการแข่งขันในตลาดร้านอาหาร