ปัญหาการจราจรติดขัดและการขับรถหยุดคร่อมทางรถไฟบริเวณจุดตัดในใจกลางเมืองใหญ่ถือเป็นประเด็นที่มีความเสี่ยงรุนแรงบนท้องถนน แน่นอนว่าในหลายครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเจตนาฝ่าฝืนกฎจราจรของผู้ขับขี่ แต่อาจมีสาเหตุสำคัญมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อบังคับและระยะปลอดภัยทางราง
ข้อกฎหมายที่ผู้ขับขี่ต้องทราบ
ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เน้นย้ำถึงข้อกฎหมายที่ผู้ใช้รถทุกคนจำเป็นต้องทราบเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะตัวเลขสองชุดในพระราชบัญญัติจราจรทางบก เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
จากพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีการระบุข้อบังคับว่า ในส่วนของระยะปลอดภัย กำหนดให้เมื่อผู้ขับขี่ต้องการจะขับรถผ่านทางรถไฟ ต้องลดความเร็วและหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขับผ่าน กฎข้อนี้มีผลบังคับใช้ในทุกกรณี ไม่ว่าจุดตัดนั้นจะมีเครื่องกั้นอัตโนมัติ มีสัญญาณไฟเตือน หรือเป็นเพียงทางตามแนวชุมชนที่ไม่มีระบบแจ้งเตือนใดๆ
ความแตกต่างระหว่าง 5 เมตร และ 15 เมตร
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักนำไปจำสลับกับตัวเลข 15 เมตร ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายในมาตราว่าด้วยการห้ามจอดรถ ความแตกต่างนี้จึงเป็นมิติสำคัญที่ผู้ใช้ถนนต้องแยกแยะระหว่างการหยุดรถชั่วคราวเพื่อรอข้ามในระยะไม่น้อยกว่า 5 เมตร กับการจอดรถซึ่งกฎหมายห้ามไว้ในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟผ่าน
โดยทั่วไป ขบวนโบกี้รถไฟจะมีขนาดความกว้างที่ยื่นล้ำออกมาจากแนวรางแต่ละข้างพอสมควร ทำให้การหยุดรถในลักษณะที่ล้อไม่ทับรางแต่อยู่ชิดแนวรางมากเกินไป ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกขบวนรถไฟเฉี่ยวชนได้เช่นกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กฎหมายต้องกำหนดระยะหยุดรถไว้ไม่น้อยกว่า 5 เมตร
ข้อห้ามแซงในระยะ 30 เมตร
พร้อมกันนี้ กฎหมายจราจรยังกำหนดข้อห้ามแซงรถคันอื่นในระยะ 30 เมตรก่อนถึงจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งถือเป็นจุดวิกฤตที่มักเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง เนื่องจากทัศนวิสัยที่จำกัดและการแย่งช่องทางจราจรในพื้นที่คอขวดก่อนข้ามรางรถไฟ
แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย
แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ผ่านทางรางอย่างถูกวิธีและสอดคล้องกับกฎหมาย จึงประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือ
- การชะลอความเร็ว ทุกครั้งที่เห็นป้ายเตือนรูปขบวนรถไฟ
- การมองซ้ายและขวา อย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือทางโค้งที่มีทัศนวิสัยไม่ดี
- การเผื่อพื้นที่ด้านหน้า ให้รถคันที่นำพ้นแนวรางไปก่อน จากนั้นค่อยเคลื่อนรถตาม เพื่อป้องกันไม่ให้รถของเราต้องไปติดค้างอยู่กลางทางรางในขณะที่การจราจรติดขัด เนื่องจากขบวนรถไฟขนส่งมีน้ำหนักมหาศาลและไม่สามารถหยุดรถได้ทันที
ดังนั้น การทำความเข้าใจข้อกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องตระหนักและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทาง



