ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดหวังว่าการมี Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาจะช่วยสร้างบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมและตอบโจทย์กลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงินที่เพียงพอ (Underserved) แต่ล่าสุดมีความคืบหน้าว่า 2 ใน 3 บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง Virtual Bank ได้ยื่นขอเลื่อนเปิดบริการออกไป ขณะที่อีก 1 รายคือ CLICX จากกลุ่ม KTB-AIS-OR เตรียมเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2569
Virtual Bank เปิดตัวช้าลง 2 ใน 3 แห่งขอเลื่อน
เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 กระทรวงการคลังประกาศรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง Virtual Bank จำนวน 3 ราย จากผู้ยื่นขอทั้งหมด 5 ราย ได้แก่ บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง (ในเครือ Ascend Money กลุ่มซีพี) กลุ่มธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) และ บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBX) ร่วมกับ WeTechnology Limited และ KakaoBank Corp.
เงื่อนไขสำคัญคือทั้ง 3 รายต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปีนับจากวันที่ได้รับความเห็นชอบ (19 มิถุนายน 2568) แต่ล่าสุดธปท.แจ้งว่ามี 2 รายขอเลื่อนเปิดบริการ เนื่องจากต้องการเวลาเพิ่มเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ โดยคาดว่า 1 รายจะเปิดบริการได้ภายในปี 2569 และอีก 1 รายในปี 2570
CLICX เปิดตัวก่อน เน้นกลุ่ม Underserved
Virtual Bank เจ้าแรกที่เตรียมเปิดตัวคือ CLICX จากกลุ่ม KTB, AIS และ OR โดยจะเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด Bank in One ที่เชื่อมโลกการเงินเข้ากับชีวิตจริง CLICX จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เช่น คนที่มีรายได้ไม่ประจำ แม่ค้าออนไลน์ และ SME ซึ่งเดิมมีข้อจำกัดด้านเอกสารรายได้และประวัติทางการเงิน โดยจะใช้ข้อมูลทางเลือกและ AI วิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพื่อลดปัญหาหนี้นอกระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ
ช่วงแรก Virtual Bank ไทยเน้นตลาดเงินฝาก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในช่วง 3 ปีแรก Virtual Bank ของไทยจะเร่งสร้างฐานลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝาก โดยอาจให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม จากนั้นจึงขยายสู่สินเชื่อและผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน โดยอ้างอิงกรณีศึกษาในเกาหลีใต้ที่พบว่าเมื่อมีการเพิ่มใบอนุญาต Virtual Bank การแข่งขันด้านเงินฝากทวีความรุนแรงขึ้น สัดส่วนเงินฝากของ Virtual Bank เพิ่มขึ้นจาก 2.1% เป็น 6.6% ของยอดคงค้างเงินฝากทั้งหมด ภายในปี 2564
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในฝั่งสินเชื่อยังไม่เกิดขึ้นมากนัก เนื่องจาก Virtual Bank ยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงของผู้กู้ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ Virtual Bank ในเกาหลีใต้สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปประมาณ 0.3% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังใกล้เคียงกับตลาด
บทเรียนจากต่างประเทศ
ในสิงคโปร์ มีการใช้ข้อมูลทางเลือกจากแอปพลิเคชันอย่าง Grab และ Singtel ร่วมกับข้อมูลรายได้และการชำระเงิน เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อไม่มีหลักประกันให้กับกลุ่ม Underserved ที่เคยได้รับวงเงินไม่เพียงพอ
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีระบบการชำระเงินและบริการดิจิทัลที่โดดเด่น แต่สิ่งที่ยังขาดคือการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง และโจทย์สำคัญคือการนำข้อมูลทางเลือกนอกระบบการเงินมาใช้ประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



