ทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกาเตรียมเสนอปรับลดเพดานภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 28 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล โดยนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ ขณะเดียวกันก็จะช่วยลดภาระภาษีให้กับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
รายละเอียดนโยบายภาษีใหม่
ภายใต้แผนการปรับลดภาษีนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคลสูงสุดเป็นร้อยละ 28 จากเดิมร้อยละ 21 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตราภาษีก่อนการปฏิรูปภาษีในปี 2560 ที่อยู่ที่ร้อยละ 35 ทั้งนี้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาวินัยทางการคลัง
ผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์คาดว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลมีแผนนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อกำไรของบริษัทขนาดใหญ่
- เพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคลเป็นร้อยละ 28
- ลดช่องว่างทางภาษีและเพิ่มความโปร่งใส
- สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กด้วยเครดิตภาษี
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนผลักดันนโยบายภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนในพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
การประกาศนโยบายครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางการถกเถียงในสภาคองเกรสเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยฝ่ายค้านบางส่วนกังวลว่าการเพิ่มภาษีอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการระบาดของโควิด-19
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าการปรับลดเพดานภาษีจะช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะนำไปใช้ในการลดหนี้สาธารณะและเพิ่มการใช้จ่ายในโครงการสำคัญ



