ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2567 เหลือร้อยละ 2.4 จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2.8 โดยระบุว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัวและการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
รายงานของธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 เผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวน้อยกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ก็มีความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ
ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ยังไม่เต็มที่
ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและประเทศในเอเชีย อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อรายได้จากการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ
ข้อเสนอแนะจากธนาคารโลก
ธนาคารโลกเสนอแนะให้ไทยเร่งดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและส่งเสริมการออมเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
การลงทุนภาครัฐและเอกชน
การลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงและการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและสร้างฐานการเติบโตในระยะยาว ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงรอความชัดเจนจากนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568
ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตได้ประมาณร้อยละ 3.0 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



