เอ็นวิเดียรายได้พุ่ง85% กำไรทะยาน211% ตอกย้ำศูนย์กลางโลกเอไอ
เอ็นวิเดียรายได้พุ่ง85% กำไรทะยาน211% ตอกย้ำศูนย์กลางโลกเอไอ

เอ็นวิเดีย (Nvidia) รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2570 (สิ้นสุดวันที่ 26 เมษายน 2569) ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาดอีกครั้ง โดยรายได้รวมทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้ที่ 7.92 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิอยู่ที่ 5.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 211% ขณะที่กำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) อยู่ที่ 1.87 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.76 ดอลลาร์สหรัฐ

เจนเซนหวงชี้ความต้องการพุ่งจากเอเยนติกเอไอ

เจนเซนหวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็นวิเดีย กล่าวว่า "นี่คือไตรมาสที่น่าทึ่งมาก ความต้องการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว" โดยสาเหตุสำคัญมาจากการมาถึงของ "เอเยนติกเอไอ" (Agentic AI) ซึ่งเป็นเอไอที่สามารถคิด ตัดสินใจ และลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างอัตโนมัติ เขายังชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วง "รีบิลด์คอมพิวติ้งอินฟราสตรักเจอร์" (Rebuild Computing Infrastructure) ครั้งใหญ่เพื่อรองรับทั้งเอเยนติกเอไอและฟิสิคัลเอไอ (Physical AI) สำหรับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโลกจริง ซึ่งเอ็นวิเดียอยู่ตรงศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

หัวใจสำคัญของผลประกอบการ

เอ็นวิเดียกำลังมีบทบาทกับโมเดลเอไอระดับฟรอนเทียร์ (Frontier) แทบทุกตัวในโลก เป็นแพลตฟอร์มหลักของโอเพนเอไอ (OpenAI), แอนโธรปิก (Anthropic), xAI, เมตา (Meta) และกูเกิล (Google) ชิปของเอ็นวิเดียเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscaler) ทั่วโลก ทั้งสำหรับระบบประมวลผลหลัก งานแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) ภายในองค์กร บริการเอไอภายในบริษัท รวมถึงความต้องการจีพียู (GPU) จากผู้ใช้บนพับลิกคลาวด์ (Public Cloud) พอร์ตผลิตภัณฑ์ที่กว้างขึ้นช่วยให้เอ็นวิเดียบุกตลาดใหม่ๆ ตั้งแต่เอไอเดตาเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ เอไอเนทีฟคลาวด์ (AI-native Cloud) โซเวอเรนเอไอคลาวด์ (Sovereign AI Cloud) ไปจนถึงระบบเอไอภายในองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แพลตฟอร์ม CUDA และ Vera CPU

แพลตฟอร์ม CUDA จะทำให้เอ็นวิเดียขยายจากเอไอไปสู่โลกของรถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเอเยนติกเอไอ ตามด้วย "เวรา ซีพียู" (Vera CPU) ระบบเอไอแร็ครุ่นใหม่ที่จะประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเกรซแบล็กเวลล์ (Grace Blackwell) และจะกลายเป็น "ไดรฟเวอร์การเติบโต" (Growth Driver) ตัวใหม่ของบริษัท พร้อมตีตลาดชิปซีพียูที่มีเจ้าตลาดอย่างอินเทล (Intel) และเอเอ็มดี (AMD) ครองอยู่ โดยคาดว่าชิปซีพียูรุ่นใหม่อาจเปิดตลาดมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากชิงส่วนแบ่งตลาดได้สำเร็จจะกลายเป็นผู้ผลิตซีพียูรายใหญ่ที่สุดของโลก

ปรับโครงสร้างรายงานธุรกิจใหม่

หวงอธิบายเหตุผลที่เอ็นวิเดียเปลี่ยนวิธีรายงานผลประกอบการใหม่ในไตรมาสนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ "เดตาเซ็นเตอร์" (Data Center) และ "เอดจ์คอมพิวติ้ง" (Edge Computing) เพื่อความชัดเจน แม้ทุกอย่างจะเชื่อมโยงกับเอไอ แต่ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการต่างกันอย่างมาก ไฮเปอร์สเกลเลอร์อย่างเมตาหรืออัลฟาเบท (Alphabet) อาจซื้อชิปจีพียูจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างเดตาเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ขณะที่รัฐบาล ธุรกิจทั่วไป หรือบริษัทหุ่นยนต์ มีความต้องการระบบที่แตกต่างกัน แต่ละกลุ่มมีสแต็กคนละแบบ มีระบบปฏิบัติการต่างกัน และวิธีการทำตลาดก็แตกต่างกัน

สำหรับไตรมาสนี้ ธุรกิจเดตาเซ็นเตอร์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเอ็นวิเดีย สร้างรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 92% จากปีก่อน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท ในจำนวนนี้ รายได้จากกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์หรือบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่คิดเป็นกว่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดในกลุ่มเดตาเซ็นเตอร์ ส่วนอีกประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจากตลาด "กลุ่มธุรกิจ ACIE" ได้แก่ เอไอคลาวด์ (AI Cloud), เอ็นเตอร์ไพรส์เอไอ (Enterprise AI), อินดัสเทรียลเอไออินฟราสตรักเจอร์ (Industrial AI Infrastructure) และโซเวอเรนเอไอ (Sovereign AI)

โคเล็ตต์ เครสส์ (Colette Kress) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท ระบุว่า รายได้จากเอไอคลาวด์เติบโตมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และเอ็นวิเดียกำลังช่วยติดตั้งระบบเอไอคอมพิวต์ในเดตาเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่กว่า 80 แห่งทั่วโลกที่มีขนาดเกิน 10 เมกะวัตต์แล้ว

Vera Rubin และตลาดซีพียูมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์

หนึ่งประเด็นสำคัญที่นักลงทุนจับตาสำหรับไตรมาสนี้คือ การที่เอ็นวิเดียขยายตัวเองจาก "บริษัทชิปจีพียู" ไปสู่การเป็นผู้เล่นเต็มรูปแบบในตลาดซีพียู หลังจากเปิดตัวระบบเอไอแร็ครุ่นถัดไปอย่าง "เวรา รูบิน" (Vera Rubin) ซึ่งรวมโปรเซสเซอร์ทั้งสองประเภทเข้าไว้ในแร็คซูเปอร์คอมพิวเตอร์เดียว พร้อมประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการก้าวขึ้นเป็น "ผู้ผลิตซีพียูรายใหญ่ที่สุดของโลก" ซึ่งเป็นตลาดที่ปัจจุบันถูกครองโดยอินเทลและเอเอ็มดี

หวงกล่าวว่า เวรา รูบินมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากกว่าชิปรุ่นเกรซแบล็กเวลล์ จากที่บริษัทกำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดด้านอินเฟอเรนซ์ (Inference) อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อจำนวนบริษัทที่พัฒนาโมเดลฟรอนเทียร์เพิ่มขึ้น เขายกตัวอย่างแอนโธรปิกที่กลายเป็นลูกค้ารายสำคัญของปีนี้ โดยใช้ซีเคียวคอมพิวต์ (Secure Compute) ผ่านทั้งไมโครซอฟต์อาซูร์ (Microsoft Azure), อเมซอนเว็บเซอร์วิสเซส (Amazon Web Services) และคอร์วีฟ (CoreWeave) ซึ่งระบบเวรา รูบินประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 1.3 ล้านชิ้น รวมถึงรูบินจีพียู 72 ตัว และเวราซีพียู 36 ตัว โดยเอ็นวิเดียระบุว่ามีประสิทธิภาพต่อพลังงานสูงกว่ารุ่นก่อนถึง 10 เท่า

มีการคาดการณ์ว่าเวรา รูบินอาจเปิดตลาดใหม่ที่สร้างมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้เอ็นวิเดีย โดยคาดว่าบริษัทจะสร้างรายได้จากชิปซีพียูได้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาต่อจากนี้

แม้ตัวเลขรายได้และกำไรของเอ็นวิเดียจะยังเติบโตอย่างร้อนแรง แต่สิ่งที่นักลงทุนเริ่มจับตาไม่ใช่แค่การเติบโตอีกต่อไป โดยหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดคือ การที่เอ็นวิเดียยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ลูกค้ารายใหญ่หลายรายกำลังกลายมาเป็นคู่แข่งที่พัฒนาชิปเอไอของตัวเอง บริษัทระบุว่า ลูกค้าบางรายกำลังพัฒนา ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ซึ่งเป็นชิปที่ออกแบบเฉพาะสำหรับงานบางประเภท และอาจไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถทั้งหมดของจีพียูจากเอ็นวิเดีย

แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล, อเมซอน, เมตา และไมโครซอฟต์ ต่างกำลังพัฒนาชิปเอไอแบบคัสตอม (Custom) ของตัวเองทั้งหมด ตัวอย่างเช่น กูเกิลมี TPU ของตัวเองมานาน และเพิ่งประกาศจัดตั้งบริษัทโครงสร้างพื้นฐานเอไอแห่งใหม่ที่มี TPU เป็นหัวใจหลัก โดยมีแบล็กสโตน (Blackstone) ลงทุนถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เมตาเพิ่งเปิดตัวชิปเอไอคัสตอมหลายรุ่นในปีนี้ ซึ่งผลิตโดยไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์แมนูแฟกเจอริงคอมพานี (TSMC)

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดชิปเอไอกำลังเข้าสู่เฟสการแข่งขันรอบใหม่ โดยเอ็นวิเดียยังเตือนอีกว่า ลูกค้าบางรายอาจเปิดบริการเอไอคลาวด์แข่งกับบริษัทโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการขยายตลาดของเอ็นวิเดียในอนาคต นอกจากนี้บริษัทเหล่านี้ยังอาจแย่งกำลังการผลิตจากฟาวด์รี (Foundry) และวัตถุดิบสำคัญในช่วงที่ซัพพลายเชนตึงตัวได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบันตลาด ASIC กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่ยังมีสตาร์ทอัพอย่าง Cerebras Systems, SambaNova Systems และ d-Matrix ที่กำลังเข้ามาแข่งขันด้วยเช่นกัน

นักลงทุนจึงตั้งคำถามว่า เอ็นวิเดียจะรักษาความเป็นศูนย์กลางของโลกเอไอได้นานแค่ไหน ลูกค้ารายใหญ่จะพึ่งพาชิปเอ็นวิเดียต่อไป หรือหันไปใช้ชิปคัสตอมมากขึ้น ตลาดเอไอจะเติบโตเร็วพอรองรับมูลค่าบริษัทระดับหลายล้านล้านดอลลาร์หรือไม่ และ "เอเยนติกเอไอ" ที่หวงพูดถึง จะกลายเป็นคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการล่าสุด ดูเหมือนว่าอย่างน้อยในเวลานี้ เอ็นวิเดียยังคงเป็น "ผู้ชนะตัวจริง" ของยุคเอไออย่างชัดเจน