ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมมี.ค.ลดลง เหตุตะวันออกกลางดันต้นทุนพุ่ง จี้รัฐคุมพลังงาน
ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมมี.ค.ลดลง เหตุตะวันออกกลางดันต้นทุนพุ่ง

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 88.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ การปรับตัวลดลงของดัชนีดังกล่าวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น และกดดันต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์ไม้ ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 40.74 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 36.07% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนในภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ

ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Supply Shock) เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และกดดันให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาปรับราคาสินค้า อีกทั้งยังทำให้กระบวนการขนส่งเกิดความล่าช้า ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม รวมถึงปัญหาสินค้าตกค้างที่ไม่สามารถขนส่งไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายนาวา กล่าวว่า "จากผลกระทบตึงเครียดตะวันออกกลาง ทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ อะลูมิเนียม และภาคก่อสร้าง ส่วนแนวโน้มการปิดโรงงานเพิ่มขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณ แต่หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปอีก 3-4 เดือน อาจกระทบการจ้างงาน"

ผลสำรวจความกังวลของผู้ประกอบการ

จากการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,311 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนมีนาคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 71.9% เศรษฐกิจโลก 69.8% เศรษฐกิจภายในประเทศ 57.7% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 21.4% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 43.8% นโยบายภาครัฐ 33.6% การเข้าถึงสินเชื่อ 24.8%

แนวโน้มในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 97.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีปัจจัยกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ กระทบภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าไฟฟ้า Ft) ในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วยจากทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย อาจสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ อาหาร เครื่องปรับอากาศ เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ไม้

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

ภาครัฐอยู่ระหว่างเตรียมออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในลักษณะมาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและรักษาเสถียรภาพของภาคการผลิตในระยะต่อไป ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ

  • เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ SMEs และภาคขนส่ง
  • ขอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานและสนับสนุนการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) รวมทั้งการบริหารจัดการเที่ยววิ่งขากลับ (Backhauling Management) เพื่อลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่าซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่ง
  • เสนอให้ภาครัฐพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ใช้ภายในประเทศ พร้อมเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัตถุดิบในประเทศและแหล่งวัตถุดิบทางเลือก เช่น เม็ดพลาสติก โดยจัดทำเป็น Dashboard เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการวัตถุดิบและลดผลกระทบจาก Supply Shock

นายนาวา ระบุว่า แม้แนวโน้มราคาพลังงานเริ่มปรับลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง จึงเห็นว่าภาครัฐต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมาตรการดูแลราคาพลังงานเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ซึ่งในบางช่วงอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้ามากำกับ เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมมองว่า วิกฤตราคาพลังงานรอบนี้รุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน แม้ภาครัฐยังมีมาตรการอุดหนุน แต่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันปรับตัว ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในภาพรวม