ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.25-5.50% ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดส่งสัญญาณว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการปรับลดดังกล่าว
รายละเอียดการประชุมเฟด
ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FOMC เมื่อวันที่ 19-20 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25-5.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 22 ปี โดยเฟดยังคงส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เฟดยังคงไม่เปิดเผยกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าว
มุมมองของเฟดต่อเศรษฐกิจ
เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมที่ 1.4% ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.4% จากเดิม 2.2% และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากเดิม 2.4% นอกจากนี้ เฟดยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.75% ในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้
ปฏิกิริยาของตลาด
หลังจากที่เฟดประกาศผลการประชุม ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.9% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดบวก 1.3% ส่วนดัชนี Dow Jones ปิดบวก 0.1% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.27% และดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง 0.4%
แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงตามที่เฟดคาดการณ์ ก็มีโอกาสสูงที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป
ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยอาจทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น และส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น รวมถึงทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและประชาชนลดลง



