วิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส่งแรงกดดันพลังงานและเงินเฟ้อสู่ภาวะการลงทุน
ทีมกลยุทธ์การลงทุนของธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai Chief Investment Office (Krungthai CIO) ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 โดยชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญกับแรงขายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แม้จะมีการชะลอแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านเพื่อเปิดทางเจรจา แต่ท่าทีของอิหร่านที่ยังปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐอเมริกา ร่วมกับรายงานการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาค ได้เพิ่มระดับความไม่แน่นอนของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อราคาพลังงานและแนวโน้มเงินเฟ้อ
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะชะลอตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และภาพรวมตลาดโลก ดัชนีหลักปรับตัวลดลงท่ามกลางความผันผวนสูงจากภาวะ Headline-driven volatility
กลยุทธ์การลงทุนจาก Krungthai CIO
Krungthai CIO ยังคงเน้นย้ำกลยุทธ์ “Stay Invested” หรือการคงสัดส่วนการลงทุนหลักสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากการปรับฐานของตลาดในรอบนี้เป็นการสะข้อนความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในอดีตมักเป็นปัจจัยกระทบในระยะสั้น หากไม่ลุกลามเป็นวิกฤตในวงกว้าง การลดพอร์ตการลงทุนจากความตื่นตระหนกอาจทำให้พลาดโอกาสการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป
กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำคือการใช้จังหวะตลาดปรับฐานเพื่อทยอยสะสม โดยเน้นการคัดเลือกในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโตระยะยาว โดยยังคงให้น้ำหนักกับกลุ่มเทคโนโลยีและ Semiconductor ที่ได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงกลุ่มพลังงานทดแทนที่สอดคล้องกับแนวโน้มพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับกลุ่มเฮลธ์แคร์ที่มีลักษณะเป็น Defensive เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุน
นอกจากนี้ Krungthai CIO ยังแนะนำให้กระจายการลงทุนใน REITs ไทยและหุ้นจีน A-Share รวมถึงการถือครองทองคำเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญและพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลลัพธ์หลังเส้นตายการเจรจาในวันที่ 6 เมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง อัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มนโยบายการเงินโลกในระยะถัดไป



