เดือนมิถุนายนคือเดือน Pride Month ซึ่งหลังจากวันที่ 3 มกราคม 2568 ประเทศไทยกลายเป็นชาติแรกในอาเซียนที่บังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ส่งผลให้เกิดการปลดล็อกเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ มากมาย ตั้งแต่การกู้ร่วมซื้อบ้าน สิทธิลดหย่อนภาษีคู่สมรส ไปจนถึงการรับมรดกและการระบุชื่อคู่ชีวิตเป็นผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ ซึ่งคู่รัก LGBTQ+ ในไทยไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน
กลุ่มที่มีพลังทางเศรษฐกิจสูง แต่กลับมีช่องโหว่ทางการเงิน
กลุ่ม LGBTQ+ มีอำนาจซื้อรวมกันทั่วโลกราว 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และมีความมั่งคั่งในครัวเรือนรวมกันประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่าผู้ใหญ่กลุ่ม LGBTQ+ ราว 48% รู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่ในสถานะการเงินที่ดี ขณะที่ประชากรทั่วไปมีเพียง 26.9% ที่รู้สึกแบบเดียวกัน ความแตกต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย
แม้รายได้เฉลี่ยของกลุ่ม LGBTQ+ จะอยู่ที่ประมาณ 90 สตางค์ต่อทุก 1 บาทที่คนทั่วไปได้รับ แต่ความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่มก็สูง โดยกลุ่มข้ามเพศและกลุ่มผิวสีมักมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก ในไทย งานวิจัยของ World Bank ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปี 2018) พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่าถูกปฏิเสธใบสมัครงานเพราะเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศมีสูงถึง 77% ในกลุ่มคนข้ามเพศ 62.5% ในกลุ่มเลสเบี้ยน และ 49.3% ในกลุ่มเกย์ชาย
จุดแข็งของคู่รัก LGBTQ+: ครัวเรือนแบบ DINK
คู่รัก LGBTQ+ จำนวนมากมีโครงสร้างครัวเรือนแบบ DINK (Dual Income, No Kids) คือมีรายได้สองทางและไม่มีบุตร ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายจริง (Disposable Income) สูงกว่าครอบครัวที่มีบุตร กระแสเงินสดส่วนเกินนี้เปิดทางให้เริ่มลงทุนได้เร็วและต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวัยทำงานที่รายได้สูงสุด ทำให้กลไกดอกเบี้ยทบต้นทำงานเต็มที่ และยังมีความอิสระในการย้ายงานหรือเติบโตทางอาชีพ
ช่องโหว่: รายได้สูงแต่ความมั่งคั่งต่ำ
แม้รายได้จะสูง แต่ข้อมูลของ Pew พบว่าครัวเรือน DINK มีความมั่งคั่งสุทธิเฉลี่ยเพียง 214,700 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าครัวเรือนที่มีบุตร (361,500 ดอลลาร์) สาเหตุหลักคือกลุ่ม DINK มักอายุน้อยกว่า (อายุมัธยฐาน 36 ปี เทียบกับ 43 ปี) และมีอัตราการเป็นเจ้าของบ้านต่ำกว่า (71% เทียบกับ 79%) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเชิงพฤติกรรมที่เรียกว่า "การบริโภคเชิงชดเชย" (Compensatory Consumption) ซึ่งเกิดจากแรงกดดันจากการไม่ได้รับการยอมรับในอดีต ทำให้บางคนมีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์หรือสินค้าหรู หากไม่รู้ตัวก็อาจทำให้เหลือเงินลงทุนน้อยลง
ภาษีสีชมพู: รายจ่ายส่วนเกินของกลุ่ม LGBTQ+
"ภาษีสีชมพู" (Pink Tax) หมายถึงต้นทุนชีวิตส่วนเกินที่คนกลุ่มนี้ต้องแบกมากกว่าคนทั่วไป เช่น ต้นทุนการสร้างครอบครัวที่ต้องพึ่งการรับบุตรบุญธรรมหรือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ต้นทุนด้านสุขภาพและการดูแลตัวเองในระยะยาวเนื่องจากอาจไม่มีบุตรหลานดูแล รวมถึงต้นทุนค่าครองชีพจากการเลือกทำเลที่ปลอดภัยและเปิดกว้าง ซึ่งมักมีค่าครองชีพสูงกว่า
เป้าหมายทางการเงินสำหรับกลุ่ม LGBTQ+
- กองทุนเกษียณและความเสี่ยงด้านอายุขัย: เนื่องจากอาจไม่มีบุตรหลานเป็นหลักประกัน พอร์ตการลงทุนต้องทำหน้าที่นี้แทน
- สภาพคล่องและเงินสำรองฉุกเฉิน: ควรมีสำรอง 6-12 เดือนของค่าใช้จ่าย เพราะอาจไม่มีครอบครัวรองรับ
- งบสุขภาพและการประกันความเสี่ยง: โอนความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียรายได้ไปให้ระบบประกัน
- ที่อยู่อาศัยและการกู้ร่วม: บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยและสินทรัพย์สะสมความมั่งคั่ง
- การวางแผนครอบครัวและการส่งต่อทรัพย์สิน: รวมถึงการทำพินัยกรรมให้รัดกุม
แนวทางการวางแผนการเงินจาก InnovestX
InnovestX แนะนำให้คู่รัก LGBTQ+ ตั้งสัดส่วนการลงทุนต่อรายได้สูงกว่าคนทั่วไป โดยกันรายได้อย่างน้อย 10-30% เข้าสู่การลงทุนระยะยาว ใช้กลไกการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) สม่ำเสมอทุกเดือน และเตรียมประกันสุขภาพ ประกันชดเชยรายได้ และแผนค่าดูแลระยะยาวตั้งแต่เนิ่นๆ
ตัวอย่างการคำนวณเงินเกษียณ
สมมติว่าอายุ 30 ปี ตั้งใจเกษียณอายุ 60 ปี และอยากมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท (มูลค่าปัจจุบัน) คิดอัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี จะต้องใช้เงินเดือนละประมาณ 48,500 บาท หรือปีละ 582,000 บาท หากพอร์ตลงทุนให้ผลตอบแทนคาดหวัง 7% ต่อปี และมีกระแสเงินสด 5% ต่อปี จะต้องมีเงินก้อนเป้าหมาย 11.7 ล้านบาท
การลงทุนเพื่อให้ได้เงินก้อนนี้ สามารถทำได้ 2 แบบ:
- แบบที่ 1: ลงทุนคงที่เดือนละ 7,800 บาท เป็นเวลา 30 ปี รวมเงินลงทุน 2.8 ล้านบาท
- แบบที่ 2: เริ่มต้นเดือนละ 4,700 บาท แล้วเพิ่มขึ้นปีละ 5% รวมเงินลงทุน 3.7 ล้านบาท
ทั้งสองวิธีสามารถบรรลุเป้าหมาย 11.7 ล้านบาทได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและกำลังทรัพย์ของผู้ลงทุน



