เจาะลึก Mag 7 หุ้นเทคสหรัฐฯ ปี 2569: งบดีแต่ตลาดมองว่ายังไม่ดีพอ
เจาะลึก Mag 7 หุ้นเทคสหรัฐฯ ปี 2569: งบดีแต่ตลาดมองว่ายังไม่ดีพอ

เจาะลึก Mag 7 หุ้นเทคสหรัฐฯ ในปี 2569 ทำไมบางตัวงบดี แต่ตลาดมองว่า “ยังไม่ดีพอ”

แม้หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 หรือ 7 นางฟ้าหุ้นเทคสหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของกระแส AI และการลงทุนโลกในปี 2569 แต่สิ่งที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นหลังการประกาศงบไตรมาสล่าสุด คือบางบริษัท “งบออกมาดี” แต่ราคาหุ้นกลับไม่ตอบสนองเหมือนในอดีต บทความนี้จะสรุปประเด็นที่น่าสนใจจากมุมมองของ สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน InnovestX และ วิศกรณ์ คีรีวรรณ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่เล่าผ่านรายการ Money Issue EP. 59

ทำไมงบออกมาดี แต่ราคาหุ้นอาจร่วงแรง?

วิศกรณ์ คีรีวรรณ อธิบายว่า ในทางทฤษฎีตลาดมักจะ Price in อนาคตเสมอ หุ้นเทคบางตัวที่ราคาพุ่งแรงมักเป็นหุ้นที่ผลประกอบการดี แต่ราคาจะแพงล่วงหน้าไปก่อน เช่น Google, AMD แต่ปัจจุบันหุ้นเทคสหรัฐฯ อยู่บนความคาดหวังระดับสูง แม้ผลประกอบการออกมาดีอาจไม่พอ แต่ต้องดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ “ตอนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่บนความคาดหวังที่ว่า งบต้องออกมา Beat Guidance ต้องออกมาโต คือถ้าเป็นนางงามต้องที่ 1 เท่านั้น ไม่มีที่ 2 ที่ 3 ใครได้ที่ 2 ที่ 3 ก็ขายทิ้งเลย” วิศกรณ์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่าบางครั้งงบการเงินออกมาดี แต่หลังตลาดปิดราคากลับร่วงแรงถึง 9%

ขณะที่ สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา มองว่า หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 มักมีรูปแบบที่ชัดเจน คือถ้าบริษัทไหนประกาศผลประกอบการดีจะเล่นไปจนจบไตรมาสและรอผลประกอบการถัดไป ถ้าหุ้นตัวไหนไม่ดีจะ Underperform ไปอีก 1 ไตรมาสแล้วค่อยรอดูสถานการณ์ใหม่ แต่หุ้นบางตัวก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดจะเล่นกับหุ้นตัวนั้นหรือไม่ เช่น Nvidia แม้มีผลประกอบการดีหรือข่าวดี แต่ราคาจะไม่ค่อยขึ้น เรียกว่าเป็นสถานการณ์ที่ตลาดจะโยนบทพิสูจน์ให้เสมอว่า ถ้าเจอความท้าทายแล้วบริษัทจะยังทำได้ดีแค่ไหน หุ้นเทคสหรัฐฯ มักต้อง “พิสูจน์ตัวเอง” อยู่เสมอ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หุ้น Magnificent 7 ตัวไหนควร “ซื้อ หรือ ถอย”

หลังจากงบไตรมาส 1 ปี 2569 ทยอยออกมา สิทธิชัย จาก InnovestX แบ่งหุ้นออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มที่โดดเด่นในช่วงนี้

  • Amazon เป็นบริษัทที่ปรับตัวเก่งมาก โดยปรับจากธุรกิจขายหนังสือ สู่ e-Commerce และกำลังขยับไปสู่ Physical AI ที่สำคัญคือ “ควบคุมต้นทุนได้ดี”
  • Google มีเทคโนโลยีหลากหลายครบด้าน เช่น AI, Quantum แต่มี DNA ที่ “กล้าๆ กลัวๆ” เริ่มทำแต่ยังไม่บุกเต็มตัว มักใช้กลยุทธ์คล้าย Tencent คือปล่อยให้คู่แข่งสู้กัน พอถึงจังหวะก็ค่อยเข้ามาทีหลังและ “กินรวบ”

2. กลุ่มที่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับตลาด

  • Nvidia พื้นฐานธุรกิจดี ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 คาดว่าออกมาดี แต่เชื่อว่าตลาดจะไม่เล่น เพราะตลาดเชื่อว่ายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกหลายด้าน เบื้องต้นมองว่าควรซื้อในระดับราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
  • Microsoft มีผลประกอบการที่ดี แต่เมื่อความร่วมมือกับ OpenAI ไม่ราบรื่น ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ เพิ่ม CapEx และอาจต้องลงทุนมากกว่าเจ้าอื่น อีกทั้งธุรกิจอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Google และ Amazon มักถูกเปรียบเทียบเสมอ โดยเฉพาะด้านราคาหุ้นที่เติบโตกว่า ทำให้หุ้นตัวอื่นอาจน่าสนใจกว่า
  • Meta แม้ AI ที่ลงทุนไปสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี เช่น Facebook คัดกรอง Content ที่ผู้ใช้งานสนใจ แต่ด้วย Meta ไม่มีธุรกิจ Cloud อาจทำให้ธุรกิจดูยากกว่าเจ้าอื่น เพราะต้องเน้นฐานบนโซเชียลมีเดียซึ่งไม่ง่าย

3. กลุ่มหุ้นเสี่ยงสูง-มีปัจจัยเฉพาะตัว

  • Tesla เหมาะสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง เพราะธุรกิจเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เน้นเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตที่ยังต้องลุ้นว่าจะเวิร์คแค่ไหน เช่น โครงการอวกาศ โปรเจคดาวอังคาร หุ่นยนต์ และยังยึดโยงกับซีอีโออย่าง Elon Musk
  • Apple ช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ถือว่าดีมากเพราะยอดขายในจีนพุ่งสูง แต่ยังมีความกังวลเรื่องราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจ Smartphone ต้องเจอผลกระทบ อาจเป็นหุ้นที่ชอบน้อยที่สุดใน Magnificent 7 ในช่วงเวลานี้

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การลงทุนในหุ้น Magnificent 7 ปี 2569 ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “บริษัทไหนกำไรดี” หรือ “โตแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันระหว่าง “ความคาดหวังของตลาด” กับ “ความสามารถในการพิสูจน์ตัวเอง” ของแต่ละบริษัท ในวันที่ AI กลายเป็นธีมหลักของโลกการลงทุน หุ้นเทคสหรัฐฯ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอนาคต แต่เป็นเรื่องว่าตลาดเชื่อหรือไม่ว่าบริษัทนั้นจะไปถึงอนาคตที่ถูกคาดหวังไว้จริงๆ