ปูนซิเมนต์ไทยคาดยอดขายปีนี้โต 3-5% รับดีมานด์ฟื้น-ขยายตลาด CLMV
ปูนซิเมนต์ไทยคาดยอดขายปีนี้โต 3-5% รับดีมานด์ฟื้น

นายยุทธนา เจียมตระการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้จากการขายในปี 2569 จะเติบโต 3-5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการในประเทศที่ฟื้นตัว และการขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG)

ดีมานด์ในประเทศฟื้นตัว

นายยุทธนากล่าวว่า ความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างในประเทศเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะจากโครงการลงทุนของภาครัฐและเอกชน เช่น โครงการพัฒนาระบบราง รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ และโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของเอสซีจีให้เติบโตตามไปด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับกลยุทธ์การขายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขยายตลาด CLMV ต่อเนื่อง

สำหรับตลาดต่างประเทศ เอสซีจียังคงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยบริษัทได้ลงทุนในโรงงานผลิตปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในประเทศเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมือง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เดินหน้าธุรกิจ BCG

นายยุทธนายังกล่าวถึงการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง BCG ว่า เอสซีจีได้ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ การรีไซเคิลวัสดุก่อสร้าง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ เอสซีจียังมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ BCG ให้มากขึ้นในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2573 รายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะคิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้รวมของบริษัท

ผลประกอบการปี 2568

ในปี 2568 ที่ผ่านมา เอสซีจีมีรายได้จากการขายรวม 4.5 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่บริษัทยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ได้ที่ระดับ 8% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน

นายยุทธนากล่าวทิ้งท้ายว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน แต่เอสซีจีเชื่อว่าด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์ที่ชัดเจน บริษัทจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว