ทรีนีตี้เผยวิเคราะห์ SET Index ไตรมาส 2: ดัชนีอาจพุ่งสูงสุด 1,530 จุด ต่ำสุด 1,260 จุด
ทรีนีตี้วิเคราะห์ SET Index ไตรมาส 2: สูงสุด 1,530 ต่ำสุด 1,260 จุด

ทรีนีตี้เผยวิเคราะห์ SET Index ไตรมาส 2: ดัชนีอาจพุ่งสูงสุด 1,530 จุด ต่ำสุด 1,260 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ล่าสุดสำหรับตลาดหุ้นไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ระบุว่า SET Index อาจมีกรอบการแกว่งตัวที่กว้าง โดยในกรณีดีที่สุด ดัชนีมีโอกาสแตะระดับสูงสุดที่ 1,530 จุด ขณะที่ในกรณีเลวร้ายสุด อาจร่วงลงไปถึงระดับต่ำสุดที่ 1,260 จุด สำหรับเส้นแบ่งความถูก-แพงในช่วงไตรมาสนี้ คาดว่าจะอยู่ที่บริเวณ 1,390 – 1,400 จุด ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของระดับสูงสุดและต่ำสุดดังกล่าว

ปัจจัยกำหนดทิศทางตลาด: ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

นายณัฐชาตชี้ว่า การเคลื่อนไหวของ SET Index ในช่วงถัดไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นสำคัญ เนื่องจากด้านตัวคูณมูลค่า (Valuation Multiple) ในตลาดเริ่มนิ่งแล้ว หลังมีความมั่นใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ไปจนสิ้นปีนี้ ส่งผลให้ระดับ Forward PE ที่เหมาะสมในกรณี Conservative Base, Best case ยังคงอยู่ที่ 13.8x, 14.8x และ 15.9x ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลในช่วงต้นไตรมาส 2 เกี่ยวกับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังไม่มีทิศทางการปรับตัวลงมากนัก โดยอาจเป็นเพราะกลุ่มหุ้นโภคภัณฑ์ในประเทศเห็นการขยับขึ้นของคาดการณ์กำไรตามราคาพลังงาน และยังอยู่ในช่วงรอปิดงบประจำไตรมาส 1 เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน-พฤษภาคมที่มักมีการประชุม Preview และ Review ผลประกอบการ อาจเห็นแนวโน้มประจำปีของผู้บริหารในโทนลบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับลดประมาณการในตลาด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบจากสงคราม: Downside risk ของ EPS ตลาดหุ้นไทย

นายณัฐชาตกล่าวว่า ภาพของกำไร (Earnings) ของบริษัทจดทะเบียนไทยคงไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับภาพเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยหักล้างผลกระทบเชิงลบได้ เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ กลุ่ม Oil & Gas กลุ่มปิโตรเคมีบางตัวที่ไม่มีปัญหาในการเข้าถึง Feedstock และกลุ่ม Soft commodities ดังนั้น จึงประเมิน Downside risk ของ EPS ตลาดหุ้นไทยจากวิกฤติสงครามในกรณีฐานอยู่เพียงระดับ 3% จากช่วง Pre-war และในกรณีเลวร้ายสุดอยู่ที่ระดับ 5%

ทรีนีตี้ได้แบ่งฉากทัศน์ของแนวโน้มผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ประจำปี 2026 ไว้ 3 กรณี ดังนี้:

  • กรณีดีที่สุด: EPS ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์เดิมที่ 96.4 บาท เนื่องจากกำไรกลุ่ม Oil & Gas ชดเชยกลุ่มอื่นๆ ได้ทั้งหมด
  • กรณีฐาน: EPS ปรับลดลง 3% จากก่อนสงคราม อยู่ที่ 93.5 บาท สมมติว่าราคาน้ำมันดิบสูงเกิน 100 เหรียญฯ/บาร์เรล ประมาณ 1 เดือน
  • กรณีเลวร้ายสุด: EPS ปรับลดลง 5% อยู่ที่ 91.6 บาท หากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันดิบสูงเกิน 100 เหรียญฯ/บาร์เรล นานกว่า 1 เดือน

กลยุทธ์การลงทุน: มุ่งเน้นกลุ่มหลุมหลบภัย 4 กลุ่ม

สำหรับทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 คาดว่า SET Index อาจยังมีความผันผวนต่อ โดยจะแกว่งตัวตามพัฒนาการของภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ และแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 1

กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่เป็นหลุมหลบภัย (Bunker stocks) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้าน Earnings ที่กำลังจะประกาศออกมาในช่วงถัดไปค่อนข้างจำกัด ประกอบด้วย:

  1. กลุ่มหุ้นผู้ให้บริการโทรคมนาคม: เช่น ADVANC, TRUE ที่มีอำนาจในการตั้งราคาสูง
  2. กลุ่มโรงพยาบาล: เช่น BDMS, BCH, CHG ที่ไม่ได้อิงกับผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางมากนัก
  3. กลุ่มค้าปลีกจำเป็นขนาดใหญ่: เช่น BJC, CPAXT ที่มีสัดส่วนค่าไฟในระดับต่ำ
  4. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: เช่น AMATA, WHA ที่เห็นการเร่งตัวของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

จากกรอบแนวคิดวิธี PE Model และการใส่สมมติฐานคาดการณ์กำไร ทรีนีตี้มั่นใจว่า SET Index ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่ระดับ 1,550 จุด ขณะเดียวกัน โมเดลก็บ่งชี้ว่า SET Index น่าจะไม่ลงไปที่จุดต่ำสุดที่เป็นจุดตั้งต้นของปีนี้ที่ระดับ 1,230 จุดเช่นกัน