ในโลกการลงทุน มีสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่มักถูกพูดถึงทุกครั้งเวลาโลกเกิดความกลัว ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือแม้แต่ตอนตลาดหุ้นร่วงหนัก และสินทรัพย์นั้นคือทองคำ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทองคำถูกยกให้เป็น Safe Haven หรือสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง ได้รับการยอมรับจากทุกประเทศ และมักเคลื่อนไหวสวนทางกับความกังวลของตลาดการเงิน ยิ่งโลกผันผวน คนยิ่งหันมาถือทองคำ
บทบาททองคำในฐานะ Safe Haven สินทรัพย์หลบภัยในยุคโลกผันผวน
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญทั้งวิกฤตโควิด-19 เงินเฟ้อพุ่งสูงทั่วโลก ดอกเบี้ยขาขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงความกังวลเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งหมดนี้กลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินทั่วโลกไหลเข้าสู่ตลาดทองคำต่อเนื่อง ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเข้าซื้อทองคำในระดับสูงต่อเนื่อง โดยกว่า 76% ของธนาคารกลางที่สำรวจ คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่หลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้น
บทบาทของทองคำในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับแบบเดิม หรือสินทรัพย์เก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นพระเอกของการรักษาความมั่งคั่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หากย้อนดูผลตอบแทนย้อนหลัง จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไมทองคำถึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ข้อมูลจาก World Gold Council และราคาทองคำในตลาดโลกพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลายรอบ หลังจากช่วงโควิด-19 ราคาทองโลกเคยทะลุ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ก่อนจะทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง จนในปี 2568-2569 ราคาบางช่วงพุ่งทะลุ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากเทียบจากช่วงก่อนโควิดถึงปัจจุบัน ราคาทองคำโลกเพิ่มขึ้นกว่า 80-90% ขณะที่ราคาทองคำในไทยปรับขึ้นแรงยิ่งกว่า จากทั้งราคาทองโลกและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
สถิติย้อนหลัง 5 ปี ราคาทองคำไทยจากบาทละ 20,000 สู่จุดพีคทะลุ 81,000 บาท
- 2569 (ปัจจุบัน) ราคาสูงสุด 81,950 บาท ราคาต่ำสุด 64,550 บาท
- 2568 ราคาสูงสุด 67,400 บาท ราคาต่ำสุด 42,500 บาท
- 2567 ราคาสูงสุด 44,500 บาท ราคาต่ำสุด 36,150 บาท
- 2566 ราคาสูงสุด 34,450 บาท ราคาต่ำสุด 29,650 บาท
- 2565 ราคาสูงสุด 32,100 บาท ราคาต่ำสุด 28,150 บาท
การปรับขึ้นระดับนี้สะท้อนว่าทองคำกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยิ่งตอกย้ำภาพของทองคำในฐานะที่พักเงินของนักลงทุนในยุควิกฤติ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยทองคำยังสะท้อนว่านักลงทุนไทยจำนวนมากยังคงเลือกถือทองคำต่อเนื่อง แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูง โดยปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความเชื่อว่าทองคำยังสามารถรักษามูลค่าในระยะยาวได้ดีกว่าสินทรัพย์หลายประเภท
เมื่อทองคำแพงเกินเอื้อม TFEX เปิดตัว Mini Gold Online Futures สัญญาไซซ์เล็ก ใช้เงินหลักหมื่น
เมื่อทองคำพุ่งสูง กลายเป็นข้อจำกัดและอุปสรรคการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนรายย่อย ยิ่งทองแพง นักลงทุนตัวเล็กก็ยิ่งเข้าถึงยาก จากเดิมที่การลงทุนทองอาจเริ่มต้นหลักพัน วันนี้บางคนแค่คิดจะซื้อทองแท่ง 1 บาท ก็ต้องมองเงินในบัญชีหลายครั้งก่อนตัดสินใจ และไม่เพียงแต่ตลาดทองคำแท่งหรือ Physical Gold เท่านั้น ในฝั่งตลาดอนุพันธ์เอง สินค้าเดิมอย่าง Gold Online Futures ที่อ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลก ก็เริ่มสร้างข้อจำกัด เนื่องจากขนาดสัญญารูปแบบเดิมมีขนาดใหญ่ถึง 10 ทรอยออนซ์ เทียบเท่าน้ำหนักทองคำแท่งไทยประมาณ 20 บาททองคำ เมื่อราคาทองคำโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เงินวางหลักประกันหรือ Margin ที่นักลงทุนต้องวางไว้กับโบรกเกอร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็น Pain Point ใหญ่ ที่ปิดกั้นไม่ให้นักลงทุนรายย่อยและคนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาบริหารพอร์ตหรือทำกำไรได้
เพื่อแก้โจทย์ดังกล่าว ล่าสุด บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX ได้ประกาศเปิดตัวสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ Mini Gold Online Futures โดยเริ่มเปิดซื้อขายอย่างเป็นทางการวันแรกในวันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้น
รายละเอียดโครงสร้างผลิตภัณฑ์ Mini Gold Online Futures
ขนาดสัญญาถูกย่อยลงถึง 10 เท่า จากสัญญาเดิมที่กำหนดขนาดไว้ที่ 10 ทรอยออนซ์ เหลือเพียง 1 ทรอยออนซ์ หรือเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 2 บาททองคำ ส่งผลให้เงินวางหลักประกันลดลง จากเดิมที่นักลงทุนต้องใช้เงินหลักแสนในการซื้อทองจริง 2 บาท หรือต้องใช้มาร์จินจำนวนมากในสัญญาใหญ่ ครั้งนี้จะใช้เงินวางหลักประกันเริ่มต้นเพียงประมาณ 15,000 บาท หรือราว 10-15% ของมูลค่าสัญญา ซึ่งจะช่วยให้รายย่อยเข้าถึงตลาดทองคำโลกได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
นอกจากนี้ยังมีตัวคูณราคาที่คำนวณง่ายขึ้น โดยกำหนดตัวคูณสัญญาอยู่ที่ 30 เท่าของราคาซื้อขาย หมายความว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ราคาทองคำโลกเปลี่ยนแปลงไป จะคิดเป็นผลกำไรหรือขาดทุนที่ 30 บาท ซึ่งแตกต่างจากสัญญาเดิมที่มีตัวคูณราคาอยู่ที่ 300 บาท
เงื่อนไขการซื้อขาย อิงราคาทองโลก จ่ายราคาเป็นเงินบาท
Mini Gold Online Futures ยังคงจุดเด่นในการอ้างอิงทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 99.5% และเสนอราคาซื้อขายตามราคาทองคำในตลาดโลกสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แต่ออกแบบมาให้วางหลักประกันและชำระกำไรขาดทุนเป็นเงินบาท ทำให้นักลงทุนไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยจะเป็นการชำระราคาเป็นเงินสด หรือ Cash Settlement ไม่มีภาระในการส่งมอบทองคำจริง และเปิดให้ซื้อขายได้ 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงกลางวันเวลา 9.15 ถึง 16.55 น. และช่วงกลางคืนเวลา 18.45 ถึง 3.00 น. ของวันถัดไป เพื่อให้ทันต่อความเคลื่อนไหวของตลาดโลก
ความยืดหยุ่นในการลงทุน สร้างโอกาสทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
ในมิติของกลยุทธ์การลงทุน ตลาดอนุพันธ์มีความแตกต่างและได้เปรียบกว่าการซื้อทองคำแท่งทั่วไปในแง่ของความยืดหยุ่น โดย TFEX ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นสำคัญ ที่ตลาดอนุพันธ์สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง หรือ Two-Way Betting เพราะการซื้อทองคำแท่งทั่วไป นักลงทุนจะทำกำไรได้เฉพาะเวลาที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น แต่ในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือความผันผวนจนราคาทองลดลง สัญญาฟิวเจอร์สเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเปิดสถานะขายล่วงหน้าหรือ Short เพื่อสร้างผลตอบแทนในตลาดขาลง หรือใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตได้
ข้อดีต่อมาคือสามารถแบ่งไม้เทรด การย่อยสัญญาลงเหลือ 1 ทรอยออนซ์ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม กระจายการซื้อขาย หรือสลับหน้าเล่นข้ามระหว่างสัญญาเล็กและสัญญาใหญ่ได้ตามสภาวะตลาด แตกต่างจากเดิมที่ต้องใช้เม็ดเงินก้อนใหญ่เพียงที่เดียว และสุดท้ายคือการลดผลกระทบต่อค่าเงินบาทและภาระของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในเชิงมหภาค การที่นักลงทุนหันมาเทรดทองคำผ่านระบบชำระราคาด้วยส่วนต่างเงินสด จะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการร้านทองที่ไม่ต้องไปทำ Hedging หรือทำธุรกรรมซื้อขายทองคำจริงในปริมาณมาก ซึ่งในอดีตพฤติกรรมการเก็งกำไรทองคำกายภาพ มักสร้างแรงกดดันและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท
เป้าหมาย TFEX ดึงกลุ่มผู้ถือบัญชีหุ้น 10% เข้าสู่ตลาดอนุพันธ์
สำหรับเป้าหมายการเติบโตในอนาคต ทาง TFEX ได้วางเป้าหมายระยะแรกในส่วนของจำนวนบัญชี โดยตั้งเป้าดึงดูดผู้ลงทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีบัญชีหุ้นอยู่แล้วประมาณ 3 ถึง 4 ล้านบัญชี ให้หันมาเปิดบัญชีซื้อขายในตลาด TFEX คิดเป็นสัดส่วน 10% ของบัญชีหุ้น จากปัจจุบันที่บัญชี TFEX ทั้งหมดในตลาดยังคงมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของบัญชีหุ้น และมีบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวจริงอยู่เพียงระดับประมาณ 80,000 กว่าบัญชีเท่านั้น ส่วนเป้าหมายปริมาณการซื้อขาย ได้ตั้งเป้าปริมาณสัญญาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400,000 ถึง 500,000 สัญญาต่อวัน ซึ่งเป็นการคาดการณ์การเติบโตขึ้นราว 10% ถึง 20% จากยอดสรุปปีที่ผ่านมา
การมาของ Mini Gold Online Futures ถือเป็นก้าวสำคัญของตลาดทุนไทยที่ช่วยทลายกำแพงเรื่องข้อจำกัดด้านการลงทุน ทำให้ทองคำที่ขึ้นชื่อว่าราคาแพงไม่ใช่สินทรัพย์ที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับรายย่อยอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องมือนี้จะถูกออกแบบมาให้เข้าถึงง่ายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำกำไรได้ แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามคือความรู้และความเข้าใจในกลไกของตลาดอนุพันธ์ การศึกษาข้อมูล วางแผนกลยุทธ์ และบริหารเงินอย่างรอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ กลายเป็นเครื่องมือสร้างและรักษาความมั่งคั่งของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน



