UAE คว้าแชมป์เศรษฐีย้ายประเทศปี 2025 ไทยติดท็อป 14 แต่เป็นแค่บ้านพักชั่วคราว
ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง เงินได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการอพยพของมหาเศรษฐีไปยังพื้นที่แห่งโอกาสและความปลอดภัยมากขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "ยุคแห่งความผันผวนขั้นสูงสุด" โดยคาดการณ์ว่าช่วงปี 2025-2026 จะมีการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งส่วนบุคคลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเศรษฐีระดับสูงไม่ได้มองหาเพียงไลฟ์สไตล์หรูหรา แต่กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า "การเก็งกำไรทางภูมิรัฐศาสตร์" เพื่อกระจายความเสี่ยงจากนโยบายภาษี สงคราม และความไม่สงบในประเทศบ้านเกิด
UAE ครองอันดับ 1 เศรษฐีย้ายถิ่น ไทยติดท็อป 14
ข้อมูลสถิติจาก New World Wealth โดย Henley & Partners ระบุว่าในปี 2025 มีเศรษฐีย้ายฐานที่พำนักสูงถึง 142,000 ราย โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ครองอันดับ 1 มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยจำนวน 9,800 คน ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาอันดับ 2 จำนวน 7,500 คน อิตาลีอันดับ 3 จำนวน 3,600 คน สวิตเซอร์แลนด์อันดับ 4 จำนวน 3,000 คน และซาอุดีอาระเบียอันดับ 5 จำนวน 2,400 คน
ความสำเร็จของ UAE ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบประเทศให้เป็นสวรรค์ของทุนอพยพ ด้วยระบบภาษีที่เป็นมิตร โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก และการวางตัวเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้ง ขณะที่สหรัฐอเมริกายังคงเป็นจุดหมายสำคัญแต่เริ่มถูกท้าทาย ส่วนอิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นเป้าหมายของเศรษฐียุโรปที่ต้องการหลีกหนีภาษีและความแออัดทางการเมือง
สำหรับประเทศไทย ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 14 ของโลก เป็นรองสิงคโปร์ โดยมีเศรษฐีย้ายเข้ามาประมาณ 450 คน นำเงินเข้ามากว่า 150,000 ล้านบาท แม้อัตราการเติบโตในช่วง 10 ปีจะสูงถึง 50% แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับมองว่าอย่าเพิ่งดีใจเกินไป
ไทยเป็นเพียงบ้านพักชั่วคราว ไม่ใช่บ้านถาวร
สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ไทยอาจไม่ใช่ "บ้านถาวร" ของกลุ่มมหาเศรษฐีระดับโลก แต่เป็นเพียง "Safe Zone ชั่วคราว" ในยามเกิดวิกฤติ เช่น สงครามในตะวันออกกลางหรือโรคระบาด
"ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมายที่คนรวยมากๆ ต้องการเข้ามาใช้ชีวิตถาวร แต่อาจเป็นสถานที่หลบภัยสั้นๆ เพราะเรามีการจัดการวิกฤติที่ดีและมีความปลอดภัยสูงในสายตาชาวโลก" คำจำกัดความว่าประเทศไทยเป็น "บ้านพัก" เกิดจากสัดส่วนการลงทุนของเศรษฐีต่างชาติที่ไหลเข้ามา โดยเกือบทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูและไลฟ์สไตล์การบริโภค แทนที่จะเป็นการจัดตั้งฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับสูงหรือศูนย์กลางการบริหารจัดการทรัพย์สินข้ามชาติ
เปิดแผนที่ทุนใหม่ เมียนมา-รัสเซียหนีสงครามลงทุนคอนโดไทย
หากประเมินจากสถิติเศรษฐี 450 คน อาจดูไกลตัวเกินไป แต่ข้อมูลจริงจากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในปี 2568 ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) สะท้อนภาพ "แผนที่ทุนใหม่" ได้ชัดเจน โดยพบว่า ม.ค.-ธ.ค. 2025 แม้มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของกลุ่มคนต่างชาติภาพรวมจะลดลง 10.7% (มูลค่า 60,921 ล้านบาท) แต่จำนวนหน่วยกลับเพิ่มขึ้น 2.2% (14,899 หน่วย) สะท้อนว่าความต้องการยังมี แต่คนซื้อเลือกห้องที่ "เล็กลง" หรือ "ราคาถูกลง"
Top 5 สัญชาติที่ซื้อคอนโดไทย:
- จีน: ยังครองแชมป์ จำนวน 4,940 หน่วย แต่กำลังซื้อแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด (-30% ในเชิงมูลค่า)
- เมียนมา: คือกลุ่มที่ต้องจับตา! ยอดโอนพุ่งขึ้นถึง 41.8% จากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางและคนมีเงินเลือกซื้อคอนโดฯ ไทยในราคาเฉลี่ย 3.1 ล้านบาท เพื่อเป็น "บ้านหลังที่สอง" จากจำนวนทั้งหมด 1,968 หน่วย
- รัสเซีย: เติบโตทั้งจำนวนและมูลค่า (+30.3%) จากปัจจัยสงครามที่ยืดเยื้อ ทำให้ไทยกลายเป็นบ้านพักตากอากาศระยะยาวที่ปลอดภัย รวมทั้งสิ้น 1,172 หน่วย มูลค่ารวม 4,773 ล้านบาท
- ไต้หวัน: กลุ่มทุนที่ยังเติบโตต่อเนื่องด้วยกำลังซื้อที่สม่ำเสมอ ที่ 4,699 ล้านบาท
- สหรัฐอเมริกา: เน้น "น้อยแต่แพง" มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดที่ 5.2 ล้านบาท
ตัวเลขเศรษฐี 450 คนที่ย้ายเข้าประเทศไทย และยอดโอนคอนโดฯ ของชาวเมียนมา-รัสเซีย บ่งชี้ว่าไทยคือ "เบอร์ 1 ในใจ" เมื่อโลกมีปัญหา แต่คำถามสำคัญคือ เราพอใจจะเป็นเพียง "หลุมหลบภัย" ที่รอรับเงินชั่วคราวจากผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็นหรือไม่ และเราจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายอย่างไร ให้เปลี่ยนจาก "บ้านพักชั่วคราว" เป็น "ศูนย์กลางการลงทุน" ที่ยั่งยืนเหมือนที่ UAE ทำได้ ในวันที่เงินโลกกำลังย้ายที่อยู่ หากเราไม่ปรับตัวให้เป็นมากกว่า "ที่พักพิง" สุดท้ายเงินเหล่านี้ก็อาจจะอพยพต่อไปยังแห่งใหม่ เมื่อสงครามในบ้านเขาเงียบลงก็เป็นได้



