ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบต่างๆ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ราคาพลังงานและสินค้าที่สูงขึ้นยังกดดันกำลังซื้อของครัวเรือนและความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
ความท้าทายด้านการส่งออกและภาคท่องเที่ยว
การส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายจากปัญหาโลจิสติกส์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง ภาครัฐอาจต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กดดันการใช้จ่ายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs
มาตรการช่วยเหลือลูกค้าและประชาชน
ธนาคารกรุงไทยยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้หนี้ ฟื้นฟูศักยภาพ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ โครงการ "SMEs Credit Boost" ควบคู่กับการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง "Reinvent Thailand" พร้อมทั้งสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้า รักษาเสถียรภาพและวินัยการเงินการคลัง
การติดตามสถานการณ์และการบริหารความเสี่ยง
ธนาคารจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมความยืดหยุ่นในระยะยาว
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568
ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 โดยสินเชื่อรวมขยายตัวร้อยละ 2.4 เทียบกับสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน
อัตราผลตอบแทนและรายได้ค่าธรรมเนียม
ธนาคารมีอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับร้อยละ 2.48 ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง และการลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงป้องกันเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตร้อยละ 13.9 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากธุรกิจ Wealth และการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้จากเงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย รวมถึงรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการขาย
การบริหารค่าใช้จ่ายและคุณภาพสินทรัพย์
ธนาคารยังคงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 38.9 จากร้อยละ 40.4 โดยหลักจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ธนาคารยังคงลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารรักษาระดับ NPL Ratio ที่ร้อยละ 2.93 เทียบกับร้อยละ 2.90 ณ สิ้นปี 2568 พร้อมบริหาร Credit Cost ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 1.15 และรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 204.7 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต รวมถึงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
ผลการดำเนินงานเทียบกับไตรมาส 4/2568
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 จากแรงขับเคลื่อนของธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และรายได้จากเงินลงทุนตามสภาวะตลาดและเงินปันผล เพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล
ความแข็งแกร่งของเงินกองทุน
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 18.60 และเงินกองทุนทั้งสิ้น ร้อยละ 20.54 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมบริหารเงินกองทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ร้อยละ 10.8



