ทิสโก้ชี้ 'คนละครึ่งพลัส 2' หนุนเศรษฐกิจไทยโต 1.8% เสถียรภาพรัฐบาลใหม่จุดเปลี่ยนความเชื่อมั่น
ทิสโก้ชี้ 'คนละครึ่งพลัส 2' หนุนเศรษฐกิจไทยโต 1.8%

บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้เปิดเผยการประเมินเศรษฐกิจไทยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ระบุว่าโครงการ "คนละครึ่งพลัส 2" หากเดินหน้าทันทีจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวดีกว่าคาด จาก 1.6% เป็น 1.8% ในปี 2569 พร้อมชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับความเชื่อมั่นของประเทศ

ตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกหลังเลือกตั้ง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างเด่นชัด

ตลาดหุ้นไทยร้อนแรงจากความคาดหวังว่าจะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้รวดเร็ว มั่นคง พร้อมศักยภาพขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุด

นายไพบูลย์เน้นย้ำว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 ต้องตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการชัดเจน และเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้ระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพเศรษฐกิจต่ำอย่างจริงจัง

โจทย์เร่งด่วนแก้ปัญหาสภาพคล่อง

นายไพบูลย์ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์สำคัญวันนี้ โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัวและการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย ไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน แยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอจูงใจการลงทุน โดยระยะแรกควรมุ่งเป้ากลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูงเพื่อสร้างแรงกระตุ้นเป็นรูปธรรม

Wealth Effect สร้างแรงส่งเศรษฐกิจ

รัฐบาลไม่ควรมองข้ามผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้นที่สามารถสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในรอบทศวรรษ

ด้านนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน

ความคาดหวังจากนโยบาย 10+

ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย 10+ ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ พัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส

ปฏิรูปการคลังควบคู่การยกเครื่องประเทศ

นายเมธัสเน้นว่า การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

งบประมาณคนละครึ่งพลัส 2 หนุนเศรษฐกิจ

แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จเร็วกว่าที่เคยประเมิน

ความต่อเนื่องของนโยบายและเสถียรภาพรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี

การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น คาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

ภาพระยะยาวต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศและตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง