กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ต่อปี คาดเศรษฐกิจไทยโต 2.6%
กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ต่อปี

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.00% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมกันนี้ กนง. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2567 ลงเหลือ 2.6% จากเดิมที่ 2.7% โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ชะลอตัวลงจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ

กนง. ระบุว่า การคงดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้เป็นไปเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากราคาพลังงาน แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย

การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ

กนง. ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ลงเล็กน้อยจาก 2.7% เป็น 2.6% โดยมีปัจจัยหลักจากการส่งออกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้า ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวดี โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ 36 ล้านคน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • การส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจากเดิมที่คาด 3.0%
  • การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2%
  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.5%

แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ

กนง. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 1.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% เนื่องจากราคาอาหารสดและพลังงานมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 0.8% โดยกนง. มองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มุมมองต่อดอกเบี้ยในอนาคต

กนง. ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจยังคงอยู่ในระดับปัจจุบันต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจยังต้องการการสนับสนุน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำ โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจ แต่พร้อมปรับเปลี่ยนหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนของตลาดการเงินโลก

นอกจากนี้ กนง. ยังคงติดตามสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อที่มีแนวโน้มด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น