เงินบาทเปิดเช้าอ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ 31.07 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดของวันที่ผ่านมาที่ 30.97 บาทต่อดอลลาร์ ตามข้อมูลจากนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย โดยเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าบ้างในช่วงคืนที่ผ่านมาในลักษณะ Sideways Up และทรงตัวเหนือโซนแนวรับสำคัญที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อีกครั้ง โดยแกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.12 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยกดดันจากภาวะปิดรับความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก
บรรยากาศปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ในตลาดการเงินโดยรวม ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ได้หนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่นทยอยแข็งค่าขึ้นท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน อีกทั้งเงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในตลาดทุนญี่ปุ่นที่ตอบรับผลการเลือกตั้งล่าสุด
ภาวะปิดรับความเสี่ยงยังสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและแร่โลหะอย่างเงิน สะท้อนพฤติกรรมการปรับลดความเสี่ยงต่อพอร์ตการลงทุนของผู้เล่นในตลาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีแนวโน้มคลี่คลายลงบ้าง หลังทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินหน้าเจรจาเพิ่มเติม ได้เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาทองคำ และส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงเช่นกัน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ และธีม AI
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ธีม AI รวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการใช้งาน AI เช่น กลุ่มขนส่ง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่ม Utilities ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาดลดลง -1.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงกว่า -2.03%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่โซน 4.10% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม โดยผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากความไม่แน่นอนจากนโยบายของรัฐบาล Trump 2.0 และความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ
จับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้
ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อ CPI มีแนวโน้มชะลอตัวลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 2.5%y/y เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่อาจเปิดทางให้เฟดทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่าเฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้งในปีนี้
หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาสูงกว่าคาด จะส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดได้อีกครั้ง หนุนให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ โดยการอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 31.20-31.30 บาทต่อดอลลาร์
แนวโน้มค่าเงินบาทและกลยุทธ์แนะนำ
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท แม้เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่คาดว่าเงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงระหว่างวัน ตามอานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะหุ้นไทยที่อาจยังดำเนินต่อไปได้ ประกอบกับแรงขายทองคำที่อาจลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้บ้าง
ธนาคารกรุงไทยประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.20 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 30.98 บาทต่อดอลลาร์ โดยคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวตามการปรับตัวของราคาทองคำและ Fund flow
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้แสดงให้เห็นการซื้อสุทธิหุ้นไทย 10,518 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 1,269 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะสั้น โดยผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน