เงินบาทเปิดเช้าที่ 32.59 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัว แต่ตลาดยังผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ตามข้อมูลจากนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย อย่างไรก็ดี ตลาดการเงินยังคงเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง และราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงบ้าง
ความผันผวนของเงินบาทและปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงช่วงวันจันทร์ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จนทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน โดยแกว่งตัวในกรอบ 32.44-32.72 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้งในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนไปตามกระแสข่าวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้และระยะสั้น
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น นักวิเคราะห์แนะนำให้จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI จากฝั่งสหรัฐอเมริกาและไทย ซึ่งอาจสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ต้องติดตาม ได้แก่
- ฝั่งสหรัฐอเมริกา: รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมีนาคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์
- ฝั่งยุโรป: แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ยอดค้าปลีก และดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุน (Sentix Investor Confidence)
- ฝั่งเอเชีย: ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มเงินบาท
ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่หนุนให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมีนาคม เร่งตัวขึ้นราว +1.0%m/m สู่ระดับ +0.31%y/y หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าคาด อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 1%-3% ได้ตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม
อย่างไรก็ดี ธปท. อาจไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นมากนัก จนนำไปสู่การใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นอย่างที่ตลาดการเงินกำลังคาดหวังอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำพอควรจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเช่นกัน อีกทั้งสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับแนวโน้มเงินบาท แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แต่เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์ประเมินว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านแถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์
ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐอเมริกาที่อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตามโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน
นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ทำให้เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง ขณะที่บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ Stagflation
มุมมองจากธนาคารอื่นและกรอบค่าเงินแนะนำ
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.60 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 32.62 บาท/ดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (6 เม.ย.) โดยนักลงทุนยังคงจับตาสัญญาณบ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ ได้แก่ USD/THB 32.45-32.75 แนะนำซื้อ 32.45/ขาย 32.75, EUR/THB 37.60-38.00 แนะนำซื้อ 37.60/ขาย 38.00, และ JPY/THB 0.2025-0.2065 แนะนำซื้อ 0.2025/ขาย 0.2065
โดยสรุป สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง



