วิกฤติราคาสินค้าจำเป็นพุ่งแรงในยุคหลังโควิด สะท้อนเงินเฟ้อที่กระทบชีวิตประจำวัน
ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิมหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาสินค้าจำเป็นหลายประเภทได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การวิเคราะห์ล่าสุดจาก Bnomics by Bangkok Bank ชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
กลุ่มสินค้าที่ขึ้นราคาแรงที่สุดหลังโควิด
ข้อมูลระบุว่า สินค้าที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดในช่วงหลังโควิด-19 ได้แก่ อาหารจำเป็น พลังงาน และการขนส่ง โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 14.80% รายละเอียดดังนี้
- น้ำตาล: เพิ่มขึ้น +17.81%
- ไข่และนม: เพิ่มขึ้น +16.29%
- อาหารสำเร็จรูป: เพิ่มขึ้น +16.12%
- เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: เพิ่มขึ้น +14.48%
- พาหนะและน้ำมัน: เพิ่มขึ้น +12.53%
- ค่าโดยสารและขนส่ง: เพิ่มขึ้น +11.59%
กลุ่มสินค้าเหล่านี้สะท้อนถึง อุปสงค์ที่ไม่ยืดหยุ่น (Inelastic Demand) หมายความว่า ผู้บริโภคยังคงต้องซื้อไม่ว่าราคาจะสูงขึ้นเพียงใด ทำให้ผู้ผลิตสามารถปรับราคาได้ง่ายกว่า
สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาสินค้าจำเป็นพุ่งสูง
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีหลายประการ
- ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น: ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง ค่าโลจิสติกส์ และการผลิต ทำให้ราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวตาม
- อุปสงค์ที่ฟื้นตัวเร็วหลังโควิด: เมื่อเศรษฐกิจกลับมาเปิดอีกครั้ง แรงซื้อที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับต้นทุนที่สูงกว่าทำให้เกิดแรงกดดันด้านราคา
- ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน: ระบบโลจิสติกส์ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มที่ ค่าระวางเรือและต้นทุนการขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: ผู้คนหันมาใช้ชีวิตแบบเร่งรีบมากขึ้น ส่งผลให้อาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
สุธาสินี พงษ์สนาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Bnomics กล่าวเสริมว่า "เงินเฟ้อในยุคนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ลดลง โดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่ใช้จ่ายส่วนใหญ่กับอาหารและพลังงาน"
กลุ่มสินค้าที่ขึ้นราคาช้ากว่ากลุ่มอื่น
ในขณะที่สินค้าจำเป็นปรับตัวสูงขึ้น ยังมีหมวดสินค้าบางกลุ่มที่ราคาเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่า ได้แก่
- การสื่อสาร: เพิ่มขึ้นเพียง +0.26%
- การศึกษา: เพิ่มขึ้น +3.71%
- ค่ารักษาพยาบาล: เพิ่มขึ้น +4.35%
- ค่าไฟฟ้าและน้ำประปา: เพิ่มขึ้น +8.07%
โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 4.10% สาเหตุหลักมาจากการกำกับดูแลราคาและมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐที่ช่วยพยุงไม่ให้ราคาปรับตัวเร็วเกินไป
แนวโน้มและความเสี่ยงในอนาคต
ในปี 2026 ความเสี่ยงจากวิกฤติพลังงานอาจกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาดีเซลและต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นอีก สร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพโดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและสินค้าจำเป็น
บทเรียนสำคัญจากช่วงหลังโควิดคือ เงินเฟ้อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกคนเท่ากัน ครัวเรือนรายได้น้อยได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่กระจุกตัวในสินค้าที่ราคาขึ้นแรง ดังนั้น การจับตาดู "เงินเฟ้อของสิ่งที่คนจำเป็นต้องซื้อทุกวัน" จึงมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ย เพราะสะท้อนถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตและกำลังซื้อที่ลดลงของประชาชน



