กรุงศรีอยุธยาเผยวิเคราะห์ทิศทางค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ คาดผันผวนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อสหรัฐฯ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยมุมมองทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ โดยคาดการณ์ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30 ถึง 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนสูงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หลังเงินบาทปิดแข็งค่าที่ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีการซื้อขายในกรอบ 32.48-33.00 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยขับเคลื่อนจากถ้อยแถลงทรัมป์และความตึงเครียดตะวันออกกลาง
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนกำลังเผชิญกับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำลายความหวังของนักลงทุนต่อการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางในระยะใกล้ โดยผู้นำสหรัฐฯได้ประกาศว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สอดคล้องกับสัญญาณก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่าความขัดแย้งอาจไม่ยุติลงง่ายๆ โดยเฉพาะประเด็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ในภาพรวม ตลาดยังคงกังวลว่าสถานการณ์อาจทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลเพิ่มความปั่นป่วนต่ออุปทานพลังงานและทิศทางเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 711 ล้านบาท และพันธบัตรไทยสุทธิ 10,747 ล้านบาท ตามลำดับ
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันเป็นปัจจัยชี้นำหลัก
สำหรับภาพรวมตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีฯ มองว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยชี้นำหลักสำหรับตลาดการเงินโลก ขณะที่นักลงทุนกำลังนับถอยหลังสู่เส้นตายที่สหรัฐฯกำหนดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือขนส่งสินค้าสามารถผ่านได้ โดยอิหร่านปฏิเสธการหยุดยิงและยืนยันว่าจำเป็นต้องยุติสงครามอย่างถาวร
แม้ความหวังเรื่องข้อตกลงหรือความคืบหน้าอาจช่วยชะลอการซื้อดอลลาร์ได้บ้าง แต่ตราบใดที่ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการแก้ไขข้อจำกัดด้านอุปทานพลังงาน ความกังวลว่าสกุลเงินเอเชียจะอ่อนค่าต่อไปยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมีนาคมของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ย หลังตัวเลขจ้างงานสดใสเกินคาด
ธปท.ประเมินผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มเงินเฟ้อ
ขณะที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินว่าจะไม่มีการปรับนโยบายการเงินอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยแทบไม่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านอุปทาน และมีความเสี่ยงที่จะบั่นทอนอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าธปท.จะติดตามผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด และจะประเมินความจำเป็นของการดำเนินนโยบายเพิ่มเติมหากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง
ภายใต้กรณีฐานของธปท. เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับราว 3% ในปีนี้ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจลดลงราว 0.5-0.7% จากประมาณการเดิมที่ 1.9% ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน



