ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2.50% ต่อปี โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% และป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไปจนกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว
เหตุผลในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการฯ มีมติเอกฉันท์ให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% จาก 2.25% สู่ระดับ 2.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2556
สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความต้องการภายในประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 1.2% ซึ่งแม้จะอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะสูงขึ้นได้หากไม่มีการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน
การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในระบบธนาคารปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งอาจกระทบต่อภาระหนี้ของประชาชนและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ธปท. มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นายปกรณ์กล่าวว่า "การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้เป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้"
แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต
ธปท. ส่งสัญญาณว่าอาจยังไม่ยุติวงจรการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากยังต้องติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ กนง. จะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งตลาดจะจับตาว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่ โดยนักวิเคราะห์บางรายคาดว่าอาจมีการปรับขึ้นอีก 0.25% ในช่วงต้นปีหน้า



