เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง เจอปรากฏการณ์ 'Blue Wave' KKP วิเคราะห์ผลกระทบ 3 ประเด็นสำคัญ
เศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Blue Wave" ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ โดย นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ
ผลการเลือกตั้งสร้างเสถียรภาพ ลดความไม่แน่นอนทางการเมือง
จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยสามารถกวาดที่นั่งได้มากกว่า 190 ที่นั่ง สร้างปรากฏการณ์ "Blue Wave" ที่เหนือความคาดหมาย ส่งผลให้ภาพรวมหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือมีเสียงแตกอย่างมีนัยสำคัญ นายพิพัฒน์ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มองเห็นโอกาสการเกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจในระยะกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 ประเด็นผลกระทบสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
KKP ได้วิเคราะห์ผลกระทบออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ต้องจับตามองหลังปรากฏการณ์ Blue Wave ดังนี้
- ผลกระทบต่อการลงทุนและ SET Index: ตลาดหุ้นไทยกำลังตอบรับเชิงบวกต่อความชัดเจนทางการเมือง หรือที่เรียกว่า Relief Rally โดยคาดว่า SET Index จะมุ่งหน้าไปที่ระดับ 1,400-1,450 จุด และอาจทดสอบระดับ 1,450 จุดได้ภายใน 1 เดือนนี้ กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะเป็นผู้นำตลาด ได้แก่ กลุ่มก่อสร้าง พลังงาน ค้าปลีก และการเงิน อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ตลาดยังคาดหวังจะเห็นนโยบายปฏิรูปที่ยกระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
- ค่าเงินบาทแข็งค่าจากกระแสเงินทุนไหลเข้า: เสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ซึ่งจะหนุนให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้น แต่ในระยะยาว จำเป็นต้องรอดูการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- การจับตาวินัยการคลังของรัฐบาลใหม่: แม้ว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวขยับขึ้น แต่หากรัฐบาลใหม่สามารถเน้นการใช้จ่ายที่รัดกุมและหลีกเลี่ยงนโยบายประชานิยมที่สุดโต่งได้ จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านการคลังและรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ไว้ได้
โอกาสและความท้าทายในระยะยาว
นายพิพัฒน์ ยังได้เน้นย้ำว่า ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ดี หรือ Best-case scenario แต่การจะรักษาโมเมนตัมขาขึ้นของตลาดให้ไกลกว่า 1,450 จุด รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงนโยบายกระตุ้นการเติบโต (Pro-growth) ที่ชัดเจนและทำได้จริง ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ช่วยยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
โดยสรุป ปรากฏการณ์ Blue Wave หลังการเลือกตั้งได้สร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่และการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ