EXIM BANK ปรับบทบาทสู่ Export Co-pilot เสริมสภาพคล่องและบริหารความเสี่ยงให้ผู้ส่งออกไทย
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ประกาศปรับบทบาทสู่การเป็น Export Co-pilot เพื่อเสริมสภาพคล่องและบริหารความเสี่ยงให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs รับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและกติกาการค้าโลกยุคใหม่
ความท้าทายในเศรษฐกิจโลกและกติกาการค้าใหม่
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความเปราะบางและผันผวนสูงจากสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการลงทุนทั่วโลก
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แกว่งตัวรุนแรง ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัยในภาคใต้ปี 2568 ล้วนซ้ำเติมความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย
กติกาการค้าโลกยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดโลก
บทบาท Export Co-pilot ของ EXIM BANK
ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง EXIM BANK มุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น Export Co-pilot ที่เข้าใจทิศทางการส่งออก วิธีบริหารจัดการความเสี่ยง และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจร
การสนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงจังหวะของธุรกิจ โดยในปี 2569 ธนาคารเดินหน้าพัฒนาบทบาทนี้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการยกระดับเครื่องมือสนับสนุนผู้ส่งออกแบบครบวงจร
เครื่องมือสำคัญประกอบด้วยแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออก และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก พร้อมยกเครื่องกระบวนการทำงานขององค์กรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่แม่นยำ
ผลการดำเนินงานปี 2568
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง
ธนาคารยังผลักดันการกระจายความเสี่ยงด้วยการรุกตลาดใหม่ (New Frontiers) ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท
ด้านธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม
การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและการบริหารคุณภาพหนี้
EXIM BANK มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทั้งรายใหม่และรายเดิมผ่านเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โครงการสำคัญคือหลักสูตร EXIM 2X ที่ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจส่งออก ส่งผลให้มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพสะสมรวม 25,036 ราย
ด้านการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกผ่านมาตรการ คุณสู้ เอ็กซิมช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) 3.66% ใกล้เคียงกับปีก่อน
ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 261.85% และกำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท
นายชลัช กล่าวสรุปว่า EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เสริมสภาพคล่อง ควบคู่การบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความพร้อมและความมั่นใจให้ผู้ส่งออกไทยในการแข่งขันภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และใช้การเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน